10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโตน้อย แต่ทำไมกำไรบจ.ยังโต?

อย่างที่รู้กันว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแค็ป) ของตลาดหุ้นไทย ใหญ่กว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเท่ากับงบประมาณปี 2562 เลยทีเดียว นอกจากขนาดที่ใหญ่โตของตลาดหุ้นไทยแล้ว ในอีกข้อหนึ่งที่น่าสนใจ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยหลายบริษัท ยังเติบโตได้ดีและเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สวนทางกับ สภาพเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเพียง 3-4 % ต่อปีเท่านั้น

 

 

นั่นก็เพราะว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) หรือบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ต่างไปลงทุนใน “ต่างประเทศ” อย่างล่าสุดในปี 2561 ที่ผ่านมา รายได้ของบจ.มาจากต่างประเทศถึง 47% เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี ยิ่งเมื่อเทียบกับ 10 กว่าปีที่แล้ว ยิ่งเห็นชัดเจน เพราะรายได้ของบจ.อยู่ที่สัดส่วน 35-37%  ทำให้การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทยมีเสถียรภาพที่มากกว่า


 

 

การเติบโตจากการลงทุนในประเทศนี้ “ภากร ปิตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขยายความว่า ตัวเลขรายได้ของบจ.ที่มาจากต่างประเทศ ถือเป็นจุดขายของตลาดหุ้นไทย เพราะเป็นตัวเลขที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจค่อนข้างมาก โดยนักลงทุนมองว่าตลาดหุ้นโตได้ กำไรบจ.โตได้ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ได้โตมาก ขณะที่รายย่อยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นทางตลท.จึงพยายามให้ข้อมูลกับนักลงทุน

 

         

“ที่ผ่านมาเรามีคำถามจากนักลงทุนต่างชาติมามากมาย ว่าทำไมเศรษฐกิจไทยโตต่ำมาก แต่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยถึงเติบโตได้มาก มันเป็นคำถามให้เราต้องหาคำตอบ และเมื่อเราเก็บสถิติย้อนหลังถึงพบว่า เรามีรายได้จากต่างประเทศสัดส่วนที่สูงมาก และนี่น่าจะเป็นจุดขายที่สำคัญอีกจุดหนึ่งของตลาดหุ้นไทย”

 

 

แล้วประเทศไหนที่บจ.ไปลงทุนมากที่สุด 

 

ปัจจุบันบจ.ไทยไปลงทุนในต่างประเทศ 462 บริษัท (ข้อมูลปี 2561) มากที่สุดคือ ลงทุนในอาเซียน รวม 190 บริษัท โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV ที่มีถึง 140 บริษัท แบ่งเป็นการลงทุนในเมียนมาร์ (68 บริษัท) เวียดนาม (65 บริษัท)  สิงคโปร์ (59 บริษัท)  ลาว (57 บริษัท) กัมพูชา (57 บริษัท)  อินโดนีเซีย (55 บริษัท)  มาเลเซีย (42 บริษัท)  และฟิลิปปินส์ (28 บริษัท) นอกจากนั้นลงทุนในเอเชียเหนือ ยุโรป อเมริกา เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง ออสเตรเลียและแอฟริกาตามลำดับ

 

โดยกำไรบจ.ที่โตขึ้นนี้ ไม่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่ใน SET50 เท่านั้น แต่บริษัทขนาดกลางก็มีไปลงทุนเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในเซ็คเตอร์ “บริการ” ที่เป็นแชมป์ต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 2557 นำโดยหุ้นบิ๊กแค็ปอย่างบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO

 

 

 

นี่จึงเป็นทางเลือกของการลงทุนในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวจากภาคการบริโภคในประเทศ แต่หุ้นยังโตได้ จากการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ที่กำลังขยายโครงสร้างพื้นฐานอย่างรวดเร็ว

Share: