5 หุ้น SET100 ราคาร่วงมากสุดในรอบ 3 เดือน แล้วเข้าซื้อได้หรือยัง?

ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ย่อมมาจากหลายปัจจัยที่แตกต่างกันออกไป ทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน ที่เป็นสิ่งกดดันอย่างสิ้นเชิง โดยปัจจัยภายนอกนั้น อาจจะมาจาก สภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศ ต่างประเทศ รวมถึงสภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวย ส่วนปัจจัยภายในนั้น ย่อมเกิดจากองค์กรนั้นๆ เอง ทั้งประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ รวมถึงกลยุทธ์การดำเนินงาน เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กร

 

 

เมื่อราคาหุ้นปรับตัวลดลง นับเป็นเรื่องธรรมชาติของหุ้นที่มีขึ้นมีลง แต่การเข้าออกให้ถูกจังหวะนี่สิ ถือเป็นกลยุทธ์เพื่อทำกำไรของนักลงทุน โดยหุ้นในแต่ละกลุ่มก็แตกต่างกันออกไป เพราะราคาขึ้นลงก็อาจจะถือเป็นวัฏจักรของแต่ละกลุ่มนั้นๆด้วยเช่นกัน

             

 

ในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลดลง ทำให้นักวิเคราะห์ในบางครั้งต่างก็แนะนำ “ซื้อ” พร้อมด้วยระบุเหตุผลว่า ราคาต่ำกว่าพื้นฐานจนเกินไป อย่างไรก็ตามหากเข้าซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดี และได้ราคาถูก ก็ถือเป็นการสร้างกำไรโดยพิจารณาจากราคาพื้นฐานของหุ้นด้วยเช่นกัน แต่ก็อย่าลืมว่า การเข้าซื้อหุ้นในราคาต่ำสุดนั้น ถือเป็นเรื่องยากมากๆด้วย

 

 

อีกเช่นเคย Wealthy Thai ก็ได้มีเรื่องราวในอีกแง่มุมหนึ่งมานำเสนอต่อนักลงทุน ซึ่งวันนี้ขอหยิบยก ประเด็น 5 หุ้น SET100 ราคาปรับตัวลดลงมากสุดในรอบ 3 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 12 ธ.ค.2562 โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

 

อันดับแรก  บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ทำราคาปิดการซื้อขาย ณ วันที่ 12 ธ.ค.2562 ที่ 13.70 บาท ลดลง 19.88% ในรอบ 3 เดือน

             

อันดับ 2 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ทำราคาปิดการซื้อขาย ณ วันที่ 12 ธ.ค.2562 ที่ 4.56 บาท ลดลง 18.57% ในรอบ 3 เดือน

 

อันดับ 3 บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ทำราคาปิดการซื้อขาย ณ วันที่ 12 ธ.ค.2562 ที่ 3.38 บาท ลดลง 17.96% ในรอบ 3 เดือน

 

อันดับ 4 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ทำราคาปิดการซื้อขาย ณ วันที่ 12 ธ.ค.2562 ที่ 140 บาท ลดลง 17.40% ในรอบ 3 เดือน

 

และอันดับ 5 บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ทำราคาปิดการซื้อขาย ณ วันที่ 12 ธ.ค.2562 ที่ 43.25 บาท ลดลง 17.40% ในรอบ 3 เดือน

 

 

แล้วทำไมนักวิเคราะห์ยังเชียร์ “ซื้อ”

 

 

เริ่มจาก TU โดย IAA Consensus แนะนำ “ซื้อ” จำนวน 10 ราย แนะนำ “ถือ”จำนวน 5 ราย ราคาเป้าหมาย 12.50-23.50 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มองว่า ราคาหุ้น TU ปรับฐานแรง เป็นโอกาสเข้าสะสม โดยยังสามารถคาดหวัง dividend yields ได้เฉลี่ย 4% (จ่ายปีละ2 ครั้ง) มองเป็นโอกาสเข้าลงทุนระยะกลางถึงยาว จึงเชียร์ “ซื้อ” เป้าหมาย 20 บาท โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ที่ระดับ 3,709 ล้านบาท เติบโต 13% จากปี 2561 ส่วนปี 2563 คาดอยู่ที่ระดับ 5,141 ล้านบาท เติบโต 38.6% จากปี 2562 จากธุรกิจทูน่าและกุ้งฟื้นตัว

 

 

ขณะที่ TRUE โดย IAA Consensus แนะนำ “ซื้อ” จำนวน 6 ราย แนะนำ “ถือ”  4 ราย เป้าหมาย 5-8.20 บาท  ซึ่งสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า เป็นความท้าทายเป็นอย่างมากในการทำสงครามในตลาด Prepaid แต่อย่างไรก็ตาม เรามองว่า TRUE จะมีนโยบายเชิงรุกสำหรับตลาดในกลุ่ม Postpaid  และ TRUE จะไม่ยอมที่จะเสียส่วนแบ่งการตลาดของ Fixed broadband ให้กับ ADVANC ทำให้เลือกที่จะตอบโต้ในตลาด Postpaid แทน ทำให้เรามองว่าการแข่งขันของกลุ่มนี้น่าจะเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยแนะนำให้ “ซื้อ” มีมูลค่าที่เหมาะสม 7.00 บาท

             


นักวิเคราะห์กล่าวอีกว่า เชื่อมั่นในความสามารถในการแข่งขันของบริษัทที่จะทำให้ส่วนแบ่งการตลาดและความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2562 โดยมองความเสี่ยงในการเพิ่มทุนจำกัด ซึ่งคาดว่าปี 2562 จะมีกำไรสุทธิ 5,471 ล้านบาท ลดลงจากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 7,036 ล้านบาท ส่วนปี 2563 คาดมีกำไรสุทธิ 4,837 ล้านบาท

             

 

ส่วน IRPC โดย IAA Consensus แนะนำ “ซื้อ” จำนวน 9 ราย ถือ 7 ราย และแนะนำ ขาย 1 ราย ให้ราคาเป้าหมาย 3.30-4.90 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้แนะนำ TRADING ราคาเหมาะสม 3.80 บาท โดยคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ไว้ที่ 693 ล้านบาท ลดลง 91% จากปี 2561 และปี 2563 ที่ 4,200ล้านบาท โต 510% จากปี 2562 เนื่องจากฐานต่ำ และได้ประโยชน์จากมาตรการ IMO สูง อย่างไรก็ตาม คาดการณ์กำไรปี 2562-2563 เราต่ำกว่า Bloomberg consensus 30-70% ทำให้ตลาดมีโอกาสปรับลดประมาณการกำไรปี 2562-2563 ลงอย่างมาก

 

 

ขณะที่ KBANK โดย IAA Consensus แนะนำ “ซื้อ” จำนวน 6 ราย แนะนำ “ถือ” 1 ราย ราคาเป้าหมาย 158-198 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ”ให้ราคาเป้าหมายปี 2563 ที่ 194 บาท (จากเดิมที่ 213 บาท) โดยคาดปี 2562 จะมีกำไรสุทธิ 39,695 ล้านบาท เติบโตจากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 38,459 ล้านบาท ส่วนปี 2563 คาดมีกำไรสุทธิ 38,046 ล้านบาท

 

 

โดยการนำมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS9 มาใช้ในปี 2563 จะส่งผลกระทบทางลบกับ KBANK มากที่สุด เนื่องจากประมาณสองในสามของรายได้ค่าธรรมเนียม up front จากสินเชื่อ 2.4 พันล้านบาทจะหายไปจากงบ P/L ในปี 2563 ถึงแม้ว่า KBANK จะมีรายได้เพิ่ม 1.2 พันล้านบาทจากการบันทึก EIR ของการจดจำนอง แต่ก็ยังไม่พอที่จะชดเชยรายได้ค่าธรรมเนียมที่หายไปได้ นอกจากนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาก็ยังฉุดให้รายได้ดอกเบี้ยลดลงประมาณ 3,300ล้านบาทอีกด้วย ดังนั้นจึงประเมินว่าการใช้มาตรฐานบัญชี IFRS9 และการลดดอกเบี้ยจะทำให้รายได้ของ KBANK ลดลงประมาณ 4.3 พันล้านบาท หรือ 11% ของกำไรสุทธิ

 

 

ด้าน  BJC โดย IAA Consensus แนะนำ “ซื้อ” จำนวน 10 ราย แนะนำ “ถือ” 4 ราย และแนะนำ “ขาย” 1 ราย ราคาเป้าหมาย 50-65 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 59 บาท โดยช่วงที่ผ่านมาราคาได้ปรับตัวลงมาสะท้อนกำไรงวดไตรมาส 3/2562ที่ต่ำคาดมากแล้ว   ขณะเชื่อว่าผลประกอบการจะมีการเติบโตที่ทยอยดีขึ้นตั้งแต่ ไตรมาส 4/2562

 


ด้วยแผนเชิงรุกทั้งธุรกิจบรรจุภัณฑ์ และธุรกิจค้าปลีก คาดจะเห็นกำไรเติบโตต่อเนื่องในปี 2563 อย่างไรก็ดี กำไรงวด 9 เดือน 2562 คิดเป็น  64.7% ของประมาณการกำไรทั้งปี 62 จึงขอปรับลดประมาณการกำไรปี 2562 และปี 2563 ลง4.1% และ 9.4%  ตามลำดับ 

 

 

ดังนั้นกำไรสุทธิปี 2562 ภายใต้ประมาณการใหม่อยู่ที่ 7,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากปีก่อนหน้า และจะเติบโตต่อเนื่องอีก 7.5% ในปี 2563 มาอยู่ที่ระดับ 7,732 ล้านบาท ทั้งนี้ BIGC ยังมีแผนเชิงรุกขยายสาขาในต่างประเทศอย่างชัดเจนในปี 2564 อาทิสาขารูปแบบ Mini BIGC ในลาว และกัมพูชาอย่างชัดเจนในปี 2563

 

 

“เรื่องของราคาหุ้นปรับขึ้นลง มันเป็นเรื่องธรรมชาติอยู่แล้ว แต่ด้วยเหตุผล อะไรก็ตามแต่ สุดท้ายแล้ว เราเชื่อว่า หากผลประกอบการที่ทำได้ดี และโดดเด่น น่าจะเป็นตัวชี้วัดว่า หุ้นตัวนั้นๆ น่าสนใจเข้าลงทุนหรือไม่ และเราควรที่จะเข้าเวลาไหน”

 

Share: