ภาคท่องเที่ยวโตกระโดด แก้ไขเศรษฐกิจช่วงสั้น ชี้โอกาสปั้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวโตยั่งยืน

ปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวมากกว่า 16 มาตรการแล้ว ทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติและนักท่องเที่ยวไทย  ล่าสุดที่ออกมาให้ 4 หมื่นสิทธิคือ “ร้อยเดียวเที่ยวทั่วไทย” สำหรับคนไทย  มาตรการลดหย่อนภาษีเมื่อเที่ยวเมืองรอง ก่อนหน้านี้มีการขยายระยะเวลา “ฟรี วีซ่า” ให้กลุ่มนักท่องเที่ยวหลายชาติ นำโดยจีน ที่กลับมาเที่ยวไทยคึกคักอีกครั้ง  จัดเป็นความหวังที่สดใสเดียวที่เหลือในเศรษฐกิจไทย


รัฐบาลปักธงชัดเจนในการสร้างเศรษฐกิจภาคท่องเที่ยว เพื่อเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังจากที่เครื่องยนต์”ภาคส่งออก”ที่อ่อนแรง


เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มโตต่ำมากถึงระดับ 2.4%  เรียกว่าหดตัวเกือบ 2 เท่าเทียบกับปี 2561 ที่เศรษฐกิจโตได้ 4.1%  ซึ่งเป็นผลพวงจากปัจจัยนอกประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการรับผลกระทบเต็มๆจากสงครามการค้าสหรัฐ-จีนที่ลากยาวข้ามมาเป็นปีที่ 2  รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง และยังเผชิญกับภาวะเงินบาทแข็งค่า  ล้วนกดดันภาคการส่งออกของไทย ปีนี้ทรุดหนัก โดยมีคาดการณ์กันว่า ภาคส่งออกไทยติดลบตั้งแต่ 2- 2.5%


ผลพวงที่ตามจากภาคส่งออกที่หดตัวหนัก ทำให้หลายภาคอุตสาหกรรมต้องลดกำลังการผลิตและการว่าจ้างแรงงานลง ตามทิศทางปริมาณออร์เดอร์ส่งออกที่หายวูบไป ฉุดให้ภาคธุรกิจเอกชนต่างไม่ขยายกำลังการผลิตและไม่ลงทุนใหม่ๆ  ลากบรรยากาศในประเทศซึมลง


ด้านรัฐบาลจึงได้พยายามประคองเศรษฐกิจด้วยมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาเป็นแพคใหญ่  และ”ภาคท่องเที่ยว”เป็นหนึ่งในมาตรการที่กระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ เนื่องจากภาคท่องเที่ยวจะเกี่ยวโยงถึงธุรกิจที่พักโรงแรมรีสอร์ทต่างๆ ร้านอาหาร การขนส่ง ฯลฯ ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานมากขึ้นตามมา และนักท่องเที่ยวไม่ว่าต่างชาติหรือคนไทย ก็ต้องมีการใช้จ่ายเกิดขึ้น ดังนั้น ภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในเวลานี้


โดยปัจจุบัน ประเทศไทยมีรายได้จากภาคท่องเที่ยวสัดส่วนราว 17%ของขนาดเศรษฐกิจไทย หรือ GDP  และปีที่แล้ว อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตก้าวกระโดด รายได้จากการท่องเที่ยวรวม 3.08 ล้านล้านบาท  ซึ่งสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก(ข้อมูลจากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา)

 



อย่างไรก็ตาม การเติบโตของภาคท่องเที่ยวไทยในวันนี้ ต้องยอมรับว่า กระจุกตัวสูงอยู่ในกลุ่ม”นักท่องเที่ยวจีน” ทำให้มีการคาดการณ์ไปทิศทางเดียวกันว่า นักท่องเที่ยวจีนจะยังคงหลั่งไหลมาเที่ยวประเทศไทยยาวๆต่อเนื่อง ขณะที่สิ่งที่รัฐบาลดำเนินการ ล้วนมีแต่มาตรการระยะสั้นเท่านั้น


ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนางสาวณิชาภัทร สุรวัฒนานนท์ ฝ่ายเศรษฐมหภาค ได้วิเคราะห์ชี้ความเสี่ยงของภาคท่องเที่ยวไทยที่เป็นโจทย์ใหญ่ต้องแก้ปัญหา ว่า โจทย์แรก กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กระจุกอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จะมีความเสี่ยง เช่น กรณีที่เกิดเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ตเมื่อกลางปี 2561 ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหนีหายไป โดยเฉพาะจีน ทำให้รายได้จากภาคท่องเที่ยวของไทยติดลบ 2%ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 จากครึ่งแรกของปีที่แล้ว เติบโต 7%


โจทย์ที่ 2  ความเสี่ยงจากจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว กระจุกตัวอยู่เมืองท่องเที่ยวหลัก นำโดย กรุงเทพ ภูเก็ต และชลบุรี ซึ่งมีรายได้รวมเกินครึ่งของรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งหมด


โจทย์ที่ 3  คะแนนการบริการด้านคมนาคมของประเทศไทย จากผลสำรวจในไตรมาส 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าอยู่ระดับต่ำสุด และที่สำคัญ ปัญหาความแออัดและแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากจุดหมายปลายทางที่มีจำกัดไม่กี่เมือง ขณะที่สนามบินหลักที่รองรับนักท่องเที่ยวที่ไม่เพียงพอ  และหากยังไม่มีผลกระทบต่อความยั่งยืนของภาคท่องเที่ยวไทยในระยะยาว


โจทย์สุดท้าย รายได้จากภาคท่องเที่ยว เติบโตจาก”ปริมาณ”หรือจำนวนนักท่องเที่ยวมากกว่า เรื่องของ “ราคา” โดย 5 ปีที่ผ่านมา รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวเฉลี่ย 10% ต่อปี  ซึ่งมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ขยายตัวกว่า 8% ขณะที่การใช้จ่ายจากการท่องเที่ยวขยายตัวเพียง  2%  ซึ่งถือว่าอยู่ระดับต่ำ และอาจสร้างความเสี่ยงให้กับรายได้ภาคท่องเที่ยวไทยในอนาคต ขณะที่ไทยยังเผชิญกับการแข่งขันดึงดูดนักท่องเที่ยวจากประเทศคู่แข่งที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ในอนาคต การเติบโตที่พึ่งพาปริมาณนักท่องเที่ยว มีความยากลำบากขึ้น


สอดรับกับศูนย์วิจัยธนาคารกรุงไทย ได้คาดการณ์ว่า ประเทศเวียดนาม เป็นประเทศคู่แข่งที่จะมาดึงนักท่องเที่ยวไปจากไทยได้ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งจะทำให้ไทยสูญเสียนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มนี้ได้ในอนาคต


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ศูนย์วิจัย ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่ชาวจีนมีความมั่งคั่งสูงหรือรวยขึ้นและกระจายตัวอยู่ตามมณฑลต่างๆด้วย  และที่สำคัญกลุ่มคนชนชั้นกลางจะเพิ่มขึ้นเกือบ 50%ของครัวเรือนจีน  ซึ่งประเทศไทยยังเป็นอันดับหนึ่งในสายตานักท่องเที่ยวจีน รองลงมาเป็นญี่ปุ่นและเวียดนาม จึงคาดการณ์ว่า นักท่องเที่ยวจีนมาเที่ยวไทย ในระยะ 10 ปีข้างหน้า หรือปี 2573 จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง23 ล้านคน จากปัจจุบันมีจำนวน 11.1 ล้านคน


แต่อย่างไรก็ตาม จากจุดอ่อนภาคท่องเที่ยวไทยและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะชาวจีน ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส และนายณัฐพร ศรีทอง ผู้ร่วมทำวิจัยเรื่องนักท่องเที่ยวจีนเยือนไทย ได้ให้มุมมองว่า ปัจจุบัน กลุ่มนักท่องเที่ยวจีนอายุเฉลี่ย 35% สามารถเข้าถึงข้อมูลในโลกออนไลน์และสามารถท่องเที่ยวได้ด้วยตนเอง และชอบท่องเที่ยว Unseen ดังนั้นโซเซียลมีเดียมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเที่ยวนอกและช็อปปิ้งสูงมาก ดังนั้นธุรกิจและองค์กรท่องเที่ยวทั่วโลก จึงใช้โซเซียลมีเดียนำเสนอข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวจีน


ดังนั้น “ภาคธุรกิจ”ที่เกี่ยวกับภาคท่องเที่ยวของไทย จำเป็นต้องปรับตัวเชิงรุกในการ”ทำการตลาด”บนโซเซียลมีเดียจีนให้มากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวจีนที่ให้ความเชื่อถือต่อข้อมูลบนโซเซียลมีเดียที่สูงมาก ผู้ประกอบการไทยถึงเวลาที่ต้องหาช่องทางและรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าจีนกลุ่มใหญ่

 

 



อย่างไรก็ตาม แนวโน้มรายได้จากภาคท่องเที่ยว ถือเป็นอีกเสาหลักของเศรษฐกิจไทย ที่จะเข้ามาช่วยกระจายฐานรายได้ที่กระจุกตัวอยู่เพียงภาคส่งออกในปัจจุบัน นางสาวณิชาภัทร มีความเห็นว่า ทางการควรมีการวางมาตรการระยะยาวในการสร้าง”ภาคท่องเที่ยว” ให้เป็น “ฮีโร่ตัวจริง”ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว


โดยมี  3 แนวทางที่ควรทำให้เป็นรูปธรรม ได้แก่ ด้านการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการด้านท่องเที่ยว  จากจุดแข็งด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิต อัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ทรัพยากรธรรมชาติ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวประเภทมนุษย์สร้างขึ้น(man-made attraction) ให้มาบูรณาการให้เกิดประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แตกต่าง เพื่อช่วยลดการแข่งขันด้านราคาและเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยว ซึ่งจะทำให้รายได้ตกอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มขึ้นด้วย  


อีกด้านที่สำคัญ คือ การเชื่อมต่อระบบคมนาคมและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะช่วยให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวไปในเมืองรองได้สะดวก ปลอดภัยขึ้น และอยู่ในราคาที่เหมาะสมด้วย  ซึ่งจะช่วยลดการกระจุกตัวของนักท่องเที่ยวในเมืองหลักและทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่ทั่วถึง


สุดท้ายเป็นด้านการรักษาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติพื่อความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันทางการได้ดำเนินแล้วบ้าง  เช่น การปิดแหล่งธรรมชาติเพื่อฟื้นฟู  ซึ่งรัฐควรมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้ทำมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพราะจุดแข็งด้านท่องเที่ยวไทยคือ ธรรมชาติที่สวยงาม ขณะที่ประเทศไทยมีการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม “ด้อยกว่า”หลายๆประเทศ สะท้อนจากดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันด้านความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ซึ่งไทยอยู่ในกลุ่ม 20%ของประเทศที่มีคะแนน”น้อยที่สุด”



แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  เศรษฐกิจภาคท่องเที่ยวของไทย  ถือว่าเป็น”พระเอกขี่ม้าขาว”ช่วยกอบกู้เศรษฐกิจไทย และถือเป็นจุดสตาร์ทที่ดี แต่ยังมีอีกหลายโจทย์ที่รัฐบาล จำเป็นต้องส่งเสริมด้วยมาตรการระยะยาว ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมแม้จะต้องใช้ระยะเวลายาวก็ตาม แต่เพื่อให้ภาคท่องเที่ยวสามารถเติบโตได้ยั่งยืน และช่วยสร้างโอกาสและรายได้ให้แก่ชุมชนท่องเที่ยวด้วย  เพิ่มความมั่งคั่งให้แก่ชุมชนท้องถิ่นในแหล่งท่องเที่ยวด้วย และสามารถเป็นผู้นำด้านท่องเที่ยวในภุมิภาคเอเซีย


 

 

Share: