KTIS ลั่นปี 63 อิบิด้าเกิน 3 พันล้านบาท รับแรงหนุนธุรกิจสายธุรกิจชีวภาพโต

  • วางเป้าปี 63 มีรายได้ 17,000-18,000 ล้านบาท
  • เดือน ม.ค.63 เตรียม COD โรงไฟฟ้า 13 เมกะวัตต์
  • ผนึกทุนจีน ผุดโรงงานผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ เสริมแกร่ง

 

 

นายณัฎฐปัญญ์  ศิริวิริยะกุล  รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท  เกษตรไทย  อินเตอร์เนชั่นแนล  ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า ในปี 2563 (วันที่ 1 ต.ค. 2562-30 ก.ย. 2563) บริษัทคาดว่าจะมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดจ่าย (EBITDA) มากกว่า 3,000 ล้านบาท จากงวดปี 2562 อยู่ที่ 2,432.58ล้านบาท โดยวางเป้าจะมีรายได้เติบโตมาอยู่ที่ระดับ 17,000-18,000 ล้านบาท เติบโตจากงวดปี 2562 อยู่ที่ 16,231.88 ล้านบาท


ทั้งนี้เป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตที่ดีของสายธุรกิจชีวภาพของกลุ่ม KTIS ในปี 2562 โดยมีรายได้จากการขายไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวมวลเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 28.8% รายได้ธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอลเพิ่มขึ้น 23.3% และรายได้จากธุรกิจเยื่อกระดาษจากชานอ้อย เพิ่มขึ้น 7.6% นั้น มั่นใจว่าทั้ง 3 ธุรกิจนี้จะยังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องในปี 2563 เนื่องจากแนวโน้มราคาขายไฟฟ้า เอทานอล และเยื่อกระดาษ ยังอยู่ในทิศทางที่ดี ในขณะที่ปริมาณการขายก็ยืนอยู่ในระดับที่เต็มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือน ม.ค.2563 มีแผนเปิดดำเนินหารเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าขนาด 13 เมกะวัตต์ เข้ามาเพิ่มเติม ส่งผลให้มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 160 เมกะวัตต์


“การขายไฟฟ้านั้นมีสัญญารับซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับเอทานอลที่ผ่านมาก็มีความต้องการซื้อรองรับเต็มกำลังการผลิตโดยตลอด ส่วนเยื่อกระดาษชานอ้อย เนื่องจากโรงงานของเราเป็นโรงงานขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทยที่ผลิตเยื่อกระดาษชานอ้อย ในขณะที่ผู้บริโภคก็ให้ความสนใจเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมและการลดการตัดไม้ทำลายป่า ดังนั้น จึงมีความต้องการสินค้ารองรับเต็มกำลังการผลิตเช่นกัน” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม KTIS กล่าว


สำหรับสายธุรกิจอ้อยและน้ำตาลทรายนั้น เชื่อว่าราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว ประกอบกับปริมาณผลผลิตอ้อยที่ลดลงเนื่องจากปัญหาภัยแล้ง จึงเชื่อว่าราคาขายน้ำตาลเฉลี่ยในปี 2563 จะสูงกว่าปี 2562 อีกทั้งคุณภาพของอ้อยหรือค่าความหวานของอ้อยในฤดูหีบปี 2562/2563 คาดว่าจะดีกว่าปีก่อน เพราะมีช่วงอากาศหนาวเย็นนานพอสมควร และการลดอ้อยไฟไหม้ตามนโยบายของรัฐบาลก็ทำให้มีอ้อยสดนำส่งเข้าโรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งหมายถึงคุณภาพอ้อยที่ดีขึ้นด้วย

 

 

ผนึกทุนจีน ผุดโรงงานผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์

ทั้งนี้ ธุรกิจในสายชีวภาพของกลุ่ม KTIS นอกเหนือจากที่สร้างรายได้อยู่ในปัจจุบันแล้ว บริษัทลงทุนร่วมกับผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ต่างๆ ของประเทศจีน เพื่อเปิดโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย โดยบริษัทถือหุ้น 85% มูลค่าลงทุนรวม 1,300 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นสินค้าแรกในไตรมาส 3/2562 หวังต่อยอดธุรกิจเยื่อกระดาษชานอ้อยของบริษัท


ส่วนโครงการไบโอคอมเพล็กซ์ ซึ่งร่วมลงทุนกับ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม ปตท. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงาน และคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้และผลกำไรให้กับกลุ่ม KTIS ได้ในช่วงปลายปี 2563 หรือต้นปี 2564 เป็นต้นไป โครงการดังกล่าวมีอัตราผลตอบแทนของการลงทุน (IRR) 15%

Share: