‘ลงทุนเอง’ และ ‘ผ่านกองทุน’…สามารถทำคู่กันได้!!!

เชื่อว่าเมื่อหลายคนที่ได้เริ่มเก็บออมเงินและเริ่มลงทุน นอกจากคำถามที่ว่าเลือกลงทุนในหลักทรัพย์อะไรดี? ช่วงนี้เหมาะหรือไม่? อีกหนึ่งโจทย์คำถามของการลงทุนว่าลงทุน ก็คือ “ซื้อหุ้นลงทุนเอง”...หรือ “ซื้อกองทุนรวมอันไหนดีกว่า?”



ดร.วิน  : ผมขอเริ่มให้ข้อมูลดังนี้นะครับ


ประการแรก : ที่เป็นข้อแตกต่างระหว่างการ ‘ซื้อหุ้นด้วยตนเอง’ กับการ ‘ซื้อกองทุนรวม’ คือ ความยืดหยุ่นในการ ‘ซื้อหุ้น’ กับความยืดหยุ่นในเรื่องของ ‘น้ำหนักการลงทุน


ประการที่ 2: ‘การลงทุนด้วยตนเอง’ นั้นสามารถเลือกลงทุนหุ้นและซื้อได้ตามจำนวนที่ต้องการ ขณะที่ ‘กองทุนรวม’ หุ้นจะคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนโดยผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการการลงทุน หรือ Investment Committee ซึ่งประกอบไปด้วยผู้จัดการกองทุน  ผู้บริหารความเสี่ยง รวมไปถึงนักวิเคราะห์ ซึ่งจะคัดเลือกหุุ้นต่างๆ ที่จะลงทุน และอยู่ในกรอบข้อกฏหมายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ที่มีกำหนดให้ลงทุนได้ ‘ไม่เกิน 15%’ ในแต่ละตัวเงื่อนไขลงทุนให้เกิดการกระจายการลงทุน 


“ด้วยข้อแตกต่างใน 2 ประเด็นนี้ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนนั้นจึง ‘แตกต่างกัน’ การ ‘ซื้อหุ้นด้วยตนเอง’ มีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่สูงแต่หากราคาปรับตัวลงก็อาจจะขาดทุนได้มากเช่นเดียวกันนะครับ แต่หากเป็น ‘กองทุนรวม’ แล้วผลตอบแทนที่ได้รับอาจจะไม่ขึ้นสูงมากด้วยข้อจำกัดการลงทุนดังกล่าว แต่หากหุ้นปรับตัวลงก็ไม่ขาดทุนมากเหมือนการลงทุนด้วยตนเอง”

 

ดังนั้นแล้ว ถามว่าการลงทุนแบบไหนดีกว่ากัน ..?

 


ดร.วิน
: เนื่องจากเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ ‘หุ้น’ ที่เหมือนกัน ผมอยากให้คำแนะนำการลงทุนให้เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละประเภทดังนี้ครับ หากเป็น ‘นักลงทุนที่มีความรู้’ ความเข้าในตลาดและมีความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นแล้ว การลงทุนในหุ้นด้วยตนเองอาจจะเป็นประโยชน์ แต่หากเป็นนักลงทุนที่ ‘ไม่มีเวลา’ หาข้อมูล และยัง ‘มีความเชี่ยวชาญไม่มาก’ การเลือกลงทุนในกองทุนรวมถือว่าความเหมาะสม 


อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ‘มือใหม่’ หรือเป็นผู้ที่ ‘มีประสบการณ์’ ลงทุนมาแล้ว ก็สามารถเลือกลงทุนในหุ้นด้วยตนเองและลงทุนในกองทุนรวมไปพร้อมกันได้นะดังนี้ครับ


1. สำหรับนักลงทุนมือใหม่ แนะนำลงทุนหุ้นด้วยตนเอง ‘ไม่เกิน 20%’ อีก ‘80%’ ลงทุนในกองทุนหุ้น

2.เมื่อเริ่มมีความเข้าใจการลงทุนมากขึ้น ให้เพิ่มการลงทุนหุ้นด้วยตนเองเป็น 50% ลงทุนในกองทุนหุ้น 50% และ 

3.หากเป็นผู้ชำนาญการลงทุนมากขึ้น มีเวลาในการหาข้อมูลและคาดการณ์ทิศทางตลาดได้ อาจเลือกลงทุนด้วยตนเองในสัดส่วน 70-80% อีก 20% ลงทุนในกองทุนรวม เน้นกองทุนหุ้นที่หลากหลาย ทั้ง กองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่ กองทุนรวมดัชนีหุ้น (Index Fund) รวมไปถึงกองทุนหุ้นขนาดกลางเล็ก


สำหรับนักลงทุนมือใหม่ให้เลือกลงทุนใน ‘กองทุนรวมหุ้นขนาดใหญ่’ และ ‘กองทุนรวมดัชนีหุ้น’ จะปลอดภัยกว่า” 

 

 

ส่วนอีกคำถามที่มีมากไม่แพ้กันคือ จะ ‘เลือกกองทุนรวมกองที่ไหนดี?’ เพราะมีหลากหลาย บลจ.และกองทุนให้เลือกมากมาย

ดร.วิน : คำถามนี้ผมขอให้คำแนะนำว่า ให้พิจารณาจากปัจจัยสำคัญ ดังนี้


1. ผลดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนจาก morningstarthailand.com ของ ‘สมาคมจัดการกองทุน (AIMC)’ ดูความสม่ำเสมอในการสร้างผลตอบแทนที่ชนะดัชนีตลาด   

2. พิจารณาผู้จัดการกองทุนและทีมการลงทุนที่ ‘มีประสบการณ์’ และแนวความคิดในการบริหารกองทุนรวม และ

3.พิจารณาในเรื่อง ‘ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest)’ ของบริษัทที่เกี่ยวข้องในการทำธุรกรรม



ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ลงทุนทั้ง ‘มือใหม่’ และ ‘ผู้ที่มีประสบการณ์’ได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนนะครับ

Share: