“หลักธรรมาภิบาล” ที่ดี...เสมือนเกราะคุ้มกันภัยให้ ‘ธุรกิจ’

 

“บรรษัทภิบาล” หมายถึง ระบบที่จัดให้มีโครงสร้างและกระบวนการของความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการ ฝ่ายจัดการ และผู้ถือหุ้น เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน นำไปสู่การเจริญเติบโต และเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นในระยะยาว โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ คู่ค้า ลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น ชุมชน สังคม หน่วยงานทางการ เจ้าหนี้ เป็นต้น

 

 

“บรรษัทภิบาล” มีความสำคัญต่อบริษัทจดทะเบียนเพราะแสดงให้เห็นถึงการมีระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุนผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย การประกอบธุรกิจบนพื้นฐานของการมีบรรษัทภิบาลจะช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายอันเกิดจากการทุจริตของผู้บริหารหรือพนักงาน ช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สร้างภาพพจน์ที่ดี อันจะนำไปสู่ความมั่นคงและก้าวหน้าของบริษัทจดทะเบียน จึงกล่าวได้ว่า ‘บรรษัทภิบาล’ เป็นเครื่องมือเพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียน

 

 

“บรรษัทภิบาล” มีกระบวนการสำคัญ 2 กระบวนการ คือ

  • กระบวนการกำกับดูแล เป็นบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท ซึ่งรับผิดชอบอนุมัติกลยุทธ์ แผนงานและงบประมาณ กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจ กำกับดูแลให้ฝ่ายจัดการดำเนินการตามแผนงาน ให้มีระบบควบคุมภายใน ระบบการบริหารความเสี่ยง ระบบรายงานทางการเงิน และการเปิดเผยข้อมูลที่เหมาะสมและเพียงพอ รวมถึงกำหนดให้มีการกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามข้อกำหนด กฎหมายต่างๆ และประกอบธุรกิจอย่างมีจริยธรรมโดยสนับสนุนการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มคุณค่าให้แก่กิจการรวมทั้งการกำกับดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งคณะกรรมการต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต มีความระมัดระวัง และคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของบริษัทและผู้ถือหุ้นทุกราย


ดังนั้น หากคณะกรรมการกำกับดูแลการบริหารจัดการได้ดีจะสามารถป้องกันความเสียหายได้ รวมถึงสามารถสร้างโอกาสหรือความได้เปรียบทางการแข่งขันซึ่งเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กิจการได้”

 

  • กระบวนการบริหารจัดการ เป็นบทบาทหน้าที่ของฝ่ายจัดการ ซึ่งต้องบริหารธุรกิจให้มีมูลค่าเพิ่มโดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งนี้ ฝ่ายจัดการจะกำหนดวิสัยทัศน์ ทิศทาง และกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา แล้วนำมาวางแผนการดำเนินงาน พร้อมมีกระบวนการบริหารจัดการเพื่อให้ดำเนินการได้ตามนโยบายและเป้าหมายที่กำหนด

 

 

“จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทต้องจัดโครงสร้างองค์กรโดยแบ่งแยกบทบาทและหน้าที่ระหว่าง ‘คณะกรรมการ’ และ ‘ฝ่ายจัดการ’ อย่างชัดเจน ซึ่งคณะกรรมการมีความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติหน้าที่ต่อผู้ถือหุ้นและเป็นอิสระจากฝ่ายจัดการ ในขณะที่ฝ่ายจัดการมีหน้าที่ต้องรายงานและรับผิดชอบต่อคณะกรรมการและผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าคณะกรรมการและฝ่ายจัดการจะทำหน้าที่คนละบทบาทกัน แต่ทั้งสองฝ่ายต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มีความไว้วางใจ เชื่อมั่น และเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อเป้าหมายร่วมกันที่จะทำให้ธุรกิจยั่งยืน สร้างผลตอบแทนต่อเนื่องในระยะยาว”

 

ในการกำกับดูแลและการบริหารจัดการของ ‘คณะกรรมการ’ และ ‘ฝ่ายจัดการ’ ต้องยึดถือหลักการซึ่งเป็นพื้นฐานของ “บรรษัทภิบาล” คือ

 

  • ยุติธรรม (Fair) ปฏิบัติผู้ถือหุ้นทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือรายย่อย
  • รับผิดชอบ (Accountability & Responsibility) ระบุได้อย่างชัดเจนว่าใครมีหน้าที่อะไร (Responsibility) และรับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่อะไร ต่อใคร อย่างไร (Accountability)
  • ความซื่อสัตย์ (Integrity)การแสดงถึงคุณธรรมที่สอดคล้องกับจริยธรรมที่ธุรกิจกำหนดไว้และปฏิบัติจริง
  • โปร่งใส (Transparency) การตัดสินใจและการดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอและถูกต้องให้ผู้ลงทุนสามารถติตตามผลการดำเนินงานได้

 

“การดำเนินธุรกิจควรมีความสัมพันธ์และอยู่ภายใต้หลักพื้นฐานของ ‘บรรษัทภิบาล’ ข้างต้น หากธุรกิจดำเนินงานโดยขาดซึ่งความยุติธรรม ความโปร่งใส หรือความซื่อสัตย์ อีกทั้งคณะกรรมการและฝ่ายจัดการทำหน้าที่อย่างขาดความรับผิดชอบ ย่อมจะส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างเลี่ยงไม่ได้ เช่น การคัดเลือกคู่ค้าควรมีการกำหนดนโยบายและกระบวนการที่ชัดเจนและเป็นธรรม ไม่ฮั้วประมูล ไม่รับผลตอบแทนที่อาจส่งผลต่อการคัดเลือกคู่ค้า และเมื่อได้คู่ค้ามาแล้วก็ควรชำระเงินอย่างถูกต้องเป็นธรรม ในทางกลับกันหากคัดเลือกคู่ค้าโดยขาดความยุติธรรมหรือไม่โปร่งใส บริษัทอาจได้คู่ค้าที่ไม่สามารถส่งมอบวัตถุดิบที่มีคุณภาพหรือส่งไม่ทันตามกำหนดเวลา ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นไม่สามารถผลิตสินค้าและบริการให้แก่ลูกค้าได้ทัน หรือบางกรณีอาจถูกฟ้องร้องได้”

 

“หลักบรรษัทภิบาล” ที่บริษัทควรนำมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่

 

-การจัดโครงสร้างคณะกรรมการให้เหมาะสมกับธุรกิจของบริษัท

-มีนโยบายการกำกับดูแลกิจการที่ครอบคลุม

-จัดทำจรรยาบรรณธุรกิจที่กำหนดทั้งนโยบายและแนวปฏิบัติ เช่น นโยบายการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย นโยบายป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ นโยบายการรับแจ้งเบาะแส เป็นต้น

-แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ

-จัดให้มีระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมเพื่อเป็นเครื่องการป้องกันการทุจริตในองค์กร มีหลักเกณฑ์การกำหนดค่าตอบแทนกรรมการและผู้บริหารระดับสูงอย่างชัดเจน

-จัดทำแผนสืบทอดตำแหน่ง CEO รักษาความน่าเชื่อถือทางการเงินและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ส่งเสริมนวัตกรรมและการประกอบธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

 

หากองค์กรดำเนินธุรกิจตาม “หลักบรรษัทภิบาล” ที่ดีจะสามารถเป็นเกราะคุ้มภัยให้ธุรกิจนั้นสามารถฝ่าฟันวิกฤติทางเศรษฐกิจได้และจะส่งผลให้ธุรกิจมีการดำเนินงานที่เข้มแข็งและสามารถเติบโตได้แม้ในยามที่เกิด ‘วิกฤตเศรษฐกิจ

 

แหล่งอ้างอิง:

หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน ปี 2560 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน ปี 2555 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

คณะกรรมการเสาหลักบรรษัทภิบาล และเพิ่มมูลค่าน่าเชื่อถือด้วยหลักบรรษัทภิบาล โดยคุณยุทธ วรฉัตรธาร

www.setsustainability.com

Share: