CBG หนึ่งในหุ้น SET100 ที่ราคาปรับขึ้นสูงในปีนี้

ปี 2562 นับเป็นปีที่หนักหนาสำหรับนักลงทุนพอสมควร เพราะตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญกับความกดดันรอบด้าน หุ้นไอพีโอที่เคยเป็นสีสันและความหวังก็ไม่เวิร์คอีกต่อไป การมีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงน่าจะเป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ วันนี้ Wealthy Thai จึงขอหยิบหุ้น CBG หรือ บริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มานำเสนออีกครั้ง เพราะแม้จะเป็นหุ้นที่ไม่ค่อยมีข่าวคราวมากนัก แต่ราคาหุ้นนับจากต้นปีถึงวันที่ 24 ธ.ค. 2562 ปรับตัวขึ้นกว่า 170.73% ถือเป็นหนึ่งในหุ้น SET100 ที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในปีนี้


CBG เป็นหุ้นเครื่องดื่มชูกำลังที่เราคุ้นเคยในชื่อ “คาราบาวแดง” โดยเป็นการนำชื่อของ วงคาราบาว ซึ่งมีนาย ยืนยง โอภากุล หรือที่เรารู้จักกันในนาม “แอ๊ด คาราบาว” ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 มาผสมผสานกับชื่อของ โรงเบียร์ เยอรมันตะวันแดง ภายใต้สโลแกน “คาราบาวแดง เชิดชูนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่”


ณ วันที่ 23 ธ.ค. 2562 CBG มีมูลค่าตามราคาตลาด (market cap) อยู่ที่ 83,250.00 ล้านบาท

 

 

กำไร-ราคาหุ้นฟื้นตัวแข็งแกร่ง

หากย้อนดูผลประกอบการปี 61 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,158.57 ล้านบาท ลดลง 7% จากปี 60 โดยสาเหตุหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นใน Intercarabao Limited (ICUK) จากเดิม 51% เป็น 84% ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนมกราคม 61 ส่งผลให้เกิดการรับรู้ผลขาดทุนจากการดำเนินงานของ ICUK เป็นจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ


เรื่องดังกล่าวทำให้ราคาหุ้นของ CBG ร่วงลงทำจุดต่ำสุดที่ 30.75 บาท ในวันที่ 28 ธ.ค. 61 และ 3 ม.ค. 62 ซึ่งความเห็นของนักวิเคราะห์ในขณะนั้นมองว่า CBG จะกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งอีกครั้งในปี 62 จากการเติบโตในตลาดต่างประเทศ รวมถึงอัตรากำไรที่ขยายตัว


ซึ่ง CBG ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมีผลประกอบการเติบโตเกิน 100% ต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยไตรมาส 1/62 บริษัทมีกำไรสุทธิ 419.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132.35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ไตรมาส 2/62 มีกำไรสุทธิ 552.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163.00% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 3/62 มีกำไรสุทธิ 732.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้กำไรสุทธิรวม 9 เดือน ของ CBG อยู่ที่ 1,703.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 163.83%


จากการเติบโตสูงต่อเนื่องทำให้ราคาหุ้นของ CBG ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ โดยวันที่ 24 ธ.ค. 2562 ราคาหุ้นอยู่ที่ 83.25 บาท หรือคิดเป็นการเปลี่ยนแปลงจากต้นปีกว่า 170.73%

 

 

แนวโน้มกำไรไตรมาส 4 ยังเติบโตดีต่อเนื่อง   

แม้ที่ผ่านมา CBG จะเติบโตในระดับสูงทุกไตรมาส แล้วไตรมาสสุดท้ายของปีละ ผลประกอบการจะออกมาเป็นอย่างไร เรื่องนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ความเห็นว่า ในระยะสั้นแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/62 ของบริษัทจะเติบโตต่อเนื่องและดีกว่าที่เคยคาด จากการใช้กำลังการผลิตโรงงานกระป๋องเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับลดลงทั้งอลูมิเนียม และวัสดุหีบห่อ ซึ่งจะหักล้างผลของการปรับขึ้นภาษีน้ำตาลตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นมา โดยคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะขยับขึ้นเป็น 42.1% จาก 41.3% ในไตรมาส 3/62 และเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับ 33.3% ในไตรมาส 4/61 เบื้องต้นคาดกำไรไตรมาส 4/62 จะอยู่ที่ 780 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 6.6% จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้นเราจึงคาดกำไรสุทธิปี 2562 ไว้ที่ 2,484 ล้านบาท เติบโต 114.4% จากปีก่อน

 

 

พัฒนาการของอัตรากำไรขั้นต้นน่าประทับใจ           

จากตัวเลขอัตรากำไรขั้นต้นทำจุดสูงสุดใหม่ที่ระดับ 41.3% และยังมีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่องในไตรมาส 4/62 ตลอดจนปี 63 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นทั้งการขายในประเทศและการส่งออก และบริษัทได้ตั้งเป้าในปี 63 เพิ่มขึ้นเป็น 43% - 44% สาเหตุหลักมาจาก 1. อัตราการใช้กำลังการผลิตโรงงานกระป๋องสูงขึ้นจาก 86% ในไตรมาส 3/62 คาดเพิ่มเป็น 90% ในไตรมาส 4/62 และจะเพิ่มขึ้นถึง 95% - 100% ในปี 2563 โดยคาดจะผลิตได้เต็มกำลังที่ 1,000 ล้านกระป๋องต่อปี จากปีนี้ผลิตได้ 700 ล้านกระป๋องต่อปี ส่วนเกินอีกราว 100 - 200 ล้านกระป๋อง จะซื้อจากผู้ผลิตภายนอก           


2.ต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะอลูมิเนียมที่เพิ่งปรับลดลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งน่าจะรับรู้ผลบวกส่วนนี้ได้เต็มปีในปี 63 รวมถึงต้นทุนวัสดุหีบห่อที่ลดลงด้วย และ 3.สำหรับโรงงานแก้วที่ปีนี้มีอัตราการใช้กำลังการผลิตราว 77% อยู่ที่ 1,000 ล้านขวดต่อปี ยังมีส่วนเพิ่มอีกราว 300 ล้านขวด ซึ่งล่าสุดบริษัทได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าภายนอก (OEM) ให้ผลิตขวดเบียร์ให้ น่าจะช่วยเพิ่มการใช้กำลังการผลิตได้เต็มที่ทีในปี 63 และจากต้นทุนคงที่ของโรงงานขวดแก้วที่ค่อนข้างสูง จะทำให้ต้นทุนต่อหน่วยของบริษัทลดลง หรือได้ประโยชน์จาก Economies of Scale มากขึ้น ทั้งนี้ เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นในปีหน้าจะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 42% จาก 39.2% ในปี 62

 

 

ค่าใช้จ่าย ICUK จะลดลงต่อในปีหน้า            

ภายหลังบริษัทได้ลดการทำการตลาดใน UK ลงอย่างหนัก ล่าสุดการเป็นสปอนเซอร์สโมสรฟุตบอลเชลซี บริษัทคงเหลือสัญญาการเป็น Global Partner อีก 2 ฤดูกาลปี 2562/63 - 2563/64 โดยเครื่องหมายการค้าของ CBG จะปรากฎบนป้าย LED รอบสนามลดลงเหลือเป็นเวลา 5 นาที และยังสามารถใช้เครื่องหมายและนักเตะสโมสรฟุตบอลเชลซีบนผลิตภัณฑ์ของกลุ่มบริษัทได้ทั่วโลก ทั้งนี้ จะมีค่าใช้จ่ายการเป็นสปอนเซอร์ให้กับทีมเชลซีในปี 63 – 64 ลดลงเหลือ 3 ล้านปอนด์ และ 1.5 ล้านปอนด์ ตามลำดับ ลดลงจากที่จ่าย 7.7 ล้านปอนด์ในปี 61 และ 5.2 ล้านปอนด์ในปี 62


ส่วนการเป็นสปอนเซอร์ให้กับการแข่งฟุตบอล EFL สัญญาเดิมครอบคลุมเวลา 3 ปี ซึ่งจะครบกำหนดใน พ.ค. 63 และมีค่าใช้จ่ายในช่วง 3 ปี (มิ.ย. 60 - พ.ค. 63) ที่ผ่านมาอยู่ที่ 5, 6 และ 7 ล้านปอนด์ ตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทได้มีการต่ออายุสัญญาออกไปอีก 2 ปี เป็นครบกำหนด พ.ค. 65 โดยมีค่าใช้เฉลี่ยคงที่ปีละ 6 ล้านปอนด์ ใกล้เคียงเดิม สำหรับสิ่งที่ได้รับคือ เปลี่ยนชื่อการแข่งขันเป็น Carabao Cup และเครื่องหมายการค้า CBG จะปรากฎบนเสื้อนักเตะและสื่อต่างๆในสนามการแข่งขันตลอดอายุสัญญา            


สำหรับเป้าหมายลดผลขาดทุน ICUK ลงเหลือไม่เกิน 12 ล้านปอนด์ ลดลงจากปี 62 ราว 2 ล้านปอนด์หรือราว 80 ล้านบาท คาดว่าจะนำมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางการตลาดในประเทศ ซึ่งเชื่อว่าต้องมีการจัดกิจกรรมทางการตลาดมากขึ้น หรือหากมีการออกสินค้าวหม่ ก็จำเป็นต้องใช้จ่ายเพื่อโปรโมทสินค้ามากขึ้น อย่างไรก็ตาม บริษัทยังตั้งเป้าสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ใกล้เคียงปี 62

 

 

คาดกำไรปี 63 โดดเด่นสุดในกลุ่มเครื่องดื่ม            

จากสมมติฐานข้างต้น คาดรายได้รวมโต 8% และคาดอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 42% เมื่อเทียบกับปี 62 ถือว่า Conservative กว่าเป้าหมายของบริษัท จึงคาดกำไรสุทธิปี 63 จะยังเติบโตได้ราว 23.4% จากปีนี้ เป็น 3,066 ล้านบาท ทำจุดสูงสุดใหม่ ในส่วนของกำไรปกติเราคาดโตใกล้เคียงกันที่ 23% (ไม่รวมตั้งสำรองค่าใช้จ่ายพนักงาน) ถือเป็นอัตราการเติบโตสุงสุดในกลุ่มเครื่องดื่มที่เราคาดโตเฉลี่ย 19.8% ในปีหน้า โดยให้ราคาเป้าหมาย CBG ปี 63 เท่ากับ 107 บาท อิง PE 35 เท่า เท่ากับ PE เฉลี่ยของกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังระดับโลก ซึ่งเป็น PE ที่สูงกว่า PE เฉลี่ยของกลุ่มเครื่องดื่ม (ไม่แยกประเภท) 5 ปีย้อนหลังที่ 33.9 เท่า เล็กน้อย               



อย่างไรก็ตาม เราต้องมาลุ้นกันว่าผลประกอบการไตรมาส 4 และปี 63 จะดีอย่างที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้หรือไม่

 

Share: