[Video] ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา เจ้าพ่อมอเตอร์โชว์ ผู้เสพติดความสำเร็จ

โอกาสไม่ใช่สิ่งที่จะวิ่งมาหาได้บ่อยๆ และโอกาสที่วิ่งหาใครหลายๆ คน ก็ไม่ได้การันตีว่า จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ทุกครั้ง แต่สำหรับ “ดร. ปราจิน เอี่ยมลำเนา” โอกาสของเขามีเข้ามาไม่หยุด เพราะสร้างขึ้นมาด้วยสองมือกับหนึ่งมันสมองของเขา และการันตีความสำเร็จได้ทุกครั้ง เพราะ เจ้าพ่อมอเตอร์โชว์คนนี้ประกาศตัวว่า “เป็นผู้เสพติดความสำเร็จ” 


ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ ด.ช.ปราจิน เอี่ยมลำเนา โชว์ความสำเร็จเกินหน้าเพื่อนร่วมชั้นตั้งแต่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เมื่อทำคะแนนสอบสูงลิ่วทะลุ 90 กว่าคะแนน  ครูประจำชั้นเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้เสียเวลา ส่ง ด.ช.ปราจิน ข้ามชั้นไปเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 จนสามารถจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ด้วยวัยเพียง 14 ปี พร้อมๆ กับเพื่อนร่วมห้องที่อายุ 16 ปี


หลังจบการศึกษาระดับมัธยม ด.ช.ปราจิน มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ เรียนสายอาชีพ สอบเข้าวิทยาลัยเพาะช่าง เพราะเหตุผลประทับใจอาจารย์จากเพาะช่างที่เคยเดินทางไปสอนพิเศษที่โรงเรียนมัธยมของเขา จึงชวนสมัครพรรคพวกเพื่อนร่วมห้อง 5-6 คน มาสอบเพาะช่างด้วยกัน  




เพาะช่าง คือสถาบันที่สร้างศิลปินคนดังมาแล้วมากมาย แต่ขณะที่เพื่อนร่วมห้องหลายๆ คน วาดภาพศิลปะส่งเข้าประกวดคว้าเหรียญทองกลับมาให้กับสถาบัน แต่ ปราจิน กลับมุ่งไปทางสายวาดภาพการ์ตูน เขียนภาพประกอบ จนถูกมองว่าเป็นงานที่ทำลายศิลปะในเวลานั้น  


และ ปราจิน ก็สร้างความสำเร็จให้ตัวเองอีกครั้ง เมื่อสามารถนำฝีมือการเขียนภาพการ์ตูนไปหารายได้ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ได้เงินค่าจ้างกลับมาสัปดาห์ละพันบาท  สามารถหารายได้ใช้จ่ายเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินทางบ้าน แถมยังมีเงินเหลือไปซื้อยีนส์ราคาแพง ใส่มาเรียนเกินหน้าเพื่อน


ปราจิน จบอนุปริญญา ด้านครู มีวุฒิ ป.ม. แต่เขาสวมบทบาทเป็นอาจารย์หนุ่มวัย 20 ปีในโรงเรียนหญิงล้วนได้เพียงปีเดียว ก็พบว่าไม่ใช่ทางที่ต้องการ  จึงลาออกมาทำงานกับเพื่อนเพาะช่าง ในโรงพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิช  โรงพิมพ์ที่ผูกขาดตำราเรียนในเวลานั้น ในตำแหน่งเป็นผู้วางหน้าหนังสือ และออกแบบปก


ที่ไทยวัฒนาพานิช นี่เอง ที่ปราจิน ได้ร่วมงานกับปูชนียบุคคลในวงการตำราเรียน อย่าง อ.เปลื้อง ณ นคร หรือนายตำรา ณ เมืองใต้ และอาจารย์สิงโต ปุกหุต ชื่อที่นักเรียนในยุคเจน X คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี รวมถึงมีเพื่อนร่วมงานอย่าง ชูเกียรติ อุทกะพันธ์ และอนุช อาภาภิรม 2 บุคคลสำคัญของวงการหนังสือในยุคต่อมา



ปราจิน ทำงานที่ไทยวัฒนาพานิชเพียง 2 ปี ก็ถูกชักชวนให้ไปร่วมทำนิตยสารรถยนต์เล่มแรกของเมืองไทย Sport Speed World เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินเข้าสู่วงการสื่อมวลชนสายรถยนต์เป็นครั้งแรก ทำงานเพียงปีแรกก็ถูกแต่งตั้งให้เป็นบรรณาธิการของนิตยสาร Sport Speed World ด้วยอายุเพียง 23 ปี


ด้วยการเป็นบรรณาธิการนิตยสารฉบับเล็กๆ ที่มีทีมงานไม่มาก ทำให้เขาต้องวิ่งหาข่าวเอง และปราจินก็สร้างโอกาสให้กับตัวเองอีกครั้ง เมื่อต้องเดินทางไปทำข่าวการแข่งขันแรลลี่รายการ First Asian Highway Motor Rally เพื่อโปรโมทเส้นทางสายอาเซียนเส้นแรก ที่เชื่อมต่อตั้งแต่ สปป.ลาว เข้าเมืองไทย ลงสู่มาเลเซีย และสิ้นสุดที่สิงคโปร์ 


ปราจิน มีความคิดว่า ในเมื่อต้องขับรถไป หากเพียงไปทำข่าวก็หมายถึงจะเป็นผู้ตามการแข่งขันไป แต่หากสมัครเป็นผู้แข่งขันเสียเอง นอกจากจะได้ข่าวแล้วยังได้อยู่ในเหตุการณ์จริงด้วย             

แล้วปราจินก็สร้างความสำเร็จอีกครั้ง ไม่เพียงแค่ได้เข้าไปทำข่าวในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด แต่เขาเองกลับกลายเป็นข่าว เมื่อรถโตโยต้า โคโรลล่า 1,100 ซีซี ของเขา เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1 ในรุ่น และเป็นอันดับ 2 ของ Overall ส่งผลให้ชื่อ ปราจิน เอี่ยมลำเนา กลายเป็นคนดังไม่เพียงแต่ในเมืองไทย ยังไกลไปถึงมาเลเซีย และสิงคโปร์


ในปี 2513 ปราจิน ออกมาตั้งบริษัทเพื่อเปิดนิตยสารเป็นของตนเองในชื่อ “กรังด์ปรีซ์” ด้วยประสบการณ์ที่รู้ทั้งด้านการผลิต และการจัดจำหน่ายมาเป็นอย่างดี ทำให้เขาใช้เวลาเพียงไม่ถึง 4 ปี นิตยสารกรังด์ปรีซ์ ก็ติดตลาด สามารถออกหนังสือมอเตอร์ไซด์อีกฉบับ และ เดินหน้าสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ


แต่ปราจิน ก็ไม่ได้หยุดแค่การทำนิตยสารรถยนต์ ด้วยการที่ต้องหาข้อมูลคอนเทนต์จากนิตยสารรถยนต์ต่างประเทศ ทำให้เขาเห็นความเคลื่อนไหวต่างๆ ในเวทีระดับโลกอยู่ตลอดเวลา และคิดจะนำกิจกรรมของวงการยานยนต์ในตลาดโลก มาจัดที่เมืองไทย ตั้งแต่การแข่งขันรถ การจัดงาน Car of The Year 


และในเวลาเพียง 9 ปีนับตั้งแต่เปิดหนังสือกรังด์ปรีซ์ เล่มแรก ในปี 2522 ปราจิน เอี่ยมลำเนา ก็จัดงาน มอเตอร์โชว์ ในเมืองไทยเป็นครั้งแรก บนพื้นที่สวนลุมพินี เมื่อวันที่ 2-6 เมษายน 2522


ความพิเศษของงานมอเตอร์โชว์ในเมืองไทย คือ ขณะที่มอเตอร์โชว์ รายการสำคัญในระดับโลก ผู้จัดคือหน่วยงานภาครัฐ แต่มอเตอร์โชว์ในประเทศไทย ปราจิน กลับคว้าโอกาสมาจัดจนประสบความสำเร็จมาจนถึง 40 ครั้ง ได้รับการยอมรับจากวงการยานยนต์ทั่วโลก และเป็นมอเตอร์โชว์มาตรฐานระดับโลก ที่ได้รับการรับรองจากสถาบัน OICA (Organisation Internationale des Constructeurs d’Automobiles) รวมทั้ง BIMS ยังเป็นงานจัดแสดงรถยนต์งานเดียวซึ่งได้รับรองจาก OICA ที่สามารถจำหน่ายรถยนต์ในงานได้


ปราจิน เล่าความสำเร็จของบางกอก มอเตอร์โชว์ว่า เป็นงานเดียวที่ผู้จัดงานมีการเชิญผู้สื่อข่าวจากทั่วโลกมาร่วมงาน โดยออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ ขณะที่มอเตอร์โชว์ประเทศอื่น ค่ายรถยนต์จะเป็นผู้เชิญสื่อมวลชน และยังเป็นรายการมอเตอร์โชว์ รายการเดียวในโลกที่มีการออกหนังสือ Annual Report ภายหลังจบงาน  ขณะที่งานมอเตอร์โชว์อื่นมีเพียงสูจิบัตรเท่านั้น โดย Annual Report จะรวบรวมภาพการจัดงาน ที่รวมเอาทุกองค์ประกอบของงานไว้ภายในเล่ม รวมถึงแบบที่ใช้อ้างอิงในการสร้างบูธและการออกแบบต่างๆ ภายในงานทั้งหมด


 

และบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ที่จะจัดขึ้นในปีหน้า ก็จะเป็นมอเตอร์โชว์ครั้งพิเศษ ฉลองครบรอบ 50 ปีของบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ ดร.ปราจิน แย้มบอกแค่งบประมาณของการจัดพิธีเปิดก็สูงถึง 20 ล้านบาทแล้ว


ในวัย 76 ปี ของใครหลายคน อาจเป็นช่วงเวลาของการเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน แต่วัย 76 ปีของ ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ทำงานมาแล้ว 57 ปี และสร้างบริษัท กรังด์ปรีซ์ มาครบ 50 ปี ยังคงมีไฟที่จะมองหาโอกาสใหม่ๆ  


ดร.ปราจิน เผยถึงที่มาของโอกาสต่างๆ ว่า เกิดจากการเป็นคนรักการอ่านทำให้ได้ข้อมูลใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ผนวกกับความกล้าที่จะลงมือทำ นำมาซึ่งความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า  

สนามกอล์ฟ Grand Prix Golf Club บนพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ในอำเภอบ่อพลอย กาญจนบุรี คือโอกาสใหม่ของ ดร.ปราจิน ที่จะสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่ให้กับคนรักกอล์ฟ โดยนอกจากสนามกอล์ฟมาตรฐาน 18 หลุม ที่มีการเซ็นสัญญากับเอเชียนทัวร์ ในการจัดการแข่งขันกอล์ฟรายการเอเชียนทัวร์ ที่นี่เป็นเวลา 3 ปี นับตั้งแต่ปีหน้าแล้ว ยังมีสนามแข่งรถ Off Road และ สถาบันสอนการขับรถ Off Road รวมถึงมีประติมากรรมแห่งยุคสมัย Carhenge 


ดร.ปราจิน เล่าว่า แผนการสร้างสนามกอล์ฟ เกิดขึ้นตั้งแต่ตนอายุ 68 ปี มีเพื่อนๆ มาเตือนว่า มาทำสนามกอล์ฟในช่วงอายุเท่านี้จะลำบาก ควรทำตั้งแต่ตอน 50 ปี  วัย 68 ควรถึงเวลาพัก แต่ด้วยความเป็นนักสู้ ปราจิน เชื่อมั่นว่า ถ้าตนสร้างสนามกอล์ฟขึ้นมา จะสามารถขายสปอนเซอร์ป้ายได้ทุกหลุม จาก บริษัทรถที่มาออกงานมอเตอร์โชว์ และจนถึงปัจจุบัน จาก 18 หลุม เปิดขายไปได้แล้ว 13 หลุม ได้เงินมา 20 กว่าล้านบาท และสนาม Grand Prix Golf Club จะเป็นสนามเดียวที่มีป้ายโฆษณาตั้งอยู่ตลอด แม้ไม่มีการแข่งขัน

 

แต่ สนามกอล์ฟ ก็ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของ ดร.ปราจิน  


“ผมยังมีความคิดอีกมาก ไม่มีวันจบ ผมชอบทำอวดคนอื่น มีอีกหลายอย่างที่อยากทำ ทำแล้วทุกคนมีความสุข บริษัทรถก็มีความสุข บางอย่างทำช้า บางอย่างทำได้เร็ว แต่ถ้าผมมีเงินทุนพร้อม ผมทำหมด เหมือนเช่นงานมอเตอร์โชว์ที่ทุกคนนึกถึงผม ผมทำเกียรติประวัติไว้เยอะ และไม่กลัวคนทำตาม เพราะเรามีแต่ผลงานมากขึ้น”


วัยใกล้เลข
8 ของ ดร.ปราจิน ยังคงสนุกกับการทำงาน แม้สังขารจะถดถอยไปตามอายุ แต่พลังความคิดในสมองของยังคงบรรเจิด  เพราะแรงผลักดันหนึ่งเดียว คือ “ความสำเร็จ”


 

Share: