“หนี้รวย” กับ “หนี้จน” แตกต่างกันอย่างไร?

ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่รู้หรือไม่ การเป็นหนี้ไม่ใช่ไม่ดีเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าหนี้ของเราเป็นหนี้ประเภทไหน วันนี้ Wealthy Thai อยากพาแฟนเพจทุกท่านไปสำรวจหนี้ของเราว่าถูกจัดอยู่ใน “หนี้รวย” หรือ “หนี้จน” ด้วย 2 คุณสมบัติง่ายๆ ดังต่อไปนี้

 

 

ต้องเป็นหนี้ที่มีประโยชน์

การจะเป็น “หนี้รวย” ได้นั้น ต้องเป็นหนี้ที่เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ และเป็นประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น หนี้เพื่อการลงทุน ปัจจุบันมีโบรกเกอร์บางแห่งให้บริการบัญชีเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือที่เรียกว่า Credit Balance ซึ่งเราต้องบริหารจัดการผลตอบแทนที่ได้ให้ครอบคลุมทั้งเงินต้น ดอกเบี้ยที่จ่าย และเหลือเป็นส่วนของกำไรด้วย


หนี้เพื่อทำธุรกิจ สำหรับคนที่ไม่มีทุนทรัพย์สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อนำมาเป็นทุนตั้งต้นในการเปิดกิจการ, หนี้เพื่อซื้อบ้าน สำหรับนี้บ้านที่ถูกจัดเป็นหนี้รวยเพราะปกติแล้วราคาบ้านจะเพิ่มขึ้นปีละ 5-10% และเมื่อราคาบ้านเพิ่มขึ้นก็เท่ากับความมั่งคั่งของเราก็เพิ่มขึ้นด้วย อีกทั้งเมื่อต้องการขายบ้านก็อาจได้กำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้นมากกว่าดอกเบี้ยที่จ่ายไป หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถือว่าหนี้ที่จ่ายไปทุกเดือนไม่ได้จ่ายฟรีเมื่อเทียบกับการเช่าบ้านที่ต้องจ่ายทุกเดือนโดยไม่ได้เป็นเจ้าของ และสุดท้าย หนี้เพื่อการศึกษา ซึ่งถือเป็นการลงทุนอกีอย่างหนึ่ง


ขณะเดียวกันการก่อหนี้ที่ไม่ได้เพิ่มมูลค่า ไม่ได้สร้างรายได้ หรือไม่มัประโยชน์ จะถูกมองว่าเป็น “หนี้จน” เช่น หนี้บัตรเครดิต ซึ่งส่วนมากเรามักใช้บัตรเครดิตซื้อของกินของใช้ ของที่เราอยากได้ แต่ไม่สามารถจ่ายด้วยเงินสดได้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นของที่ใช้แล้วหมดไปไม่ได้เพิ่มมูลค่าหรือก่อให้เกิดรายได้


ทั้งนี้ หนี้บางประเภทอาจเป็นหนี้ที่ทำให้รวยสำหรับคนหนึ่ง แต่กลับเป็นหนี้ที่ทำให้จนสำหรับอีกคน เช่น หนี้เพื่อซื้อรถยนต์ โดยสาเหตุที่เป็นหนี้จนเพราะมูลค่าของรถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ ทุกปี แต่หากเป็นการซื้อเพื่อนำมาใช้ประกอบอาชีพ หรือลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ก็จะถูกจัดเป็นหนี้ดีได้เช่นกัน

 

 

สามารถผ่อนชำระได้

แม้หนี้ของเราจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีประโยชน์ แต่หากก่อหนี้จนเกินตัวก็ทำให้จนได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะเป็นหนี้ต้องคำถึงถึงเงินที่ต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนด้วย โดยหนี้แต่ละประเภทจะมีเพดานหนี้เหมาะสมที่แตกต่างกัน สำหรับหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล หรือผ่อนสินค้าจะต้องควบคุมไม่ให้เกิน 10-20% ของรายได้


หนี้ซื้อบ้าน สามารถผ่อนชำระได้ถึง 30% ของรายได้ต่อเดือน และอาจขยับขึ้นไปได้ถึง 50% ของรายได้ ถ้าเราไม่มีภาระหนี้อื่นที่ต้องผ่อนอยู่ด้วย ส่วนหนี้ซื้อรถยนต์ ไม่ควรเกิน 20% ของรายได้ และเมื่อรวมยอดผ่อนชำระหนี้ทุกประเภทรวมกันไม่ควรเกิน 50% ของรายได้ในแต่ละเดือน


อย่างไรก็ตาม หนี้ที่ดีนั้นจะต้องเป็นหนี้ที่ดอกเบี้ยต่ำ เพราะหากเจอหนี้ที่ดอกเบี้ยโหดและมีเงื่อนไขที่ทำให้เสียเปรียบก็คงไม่ทำให้เรารวยขึ้นได้ ดังนั้นก่อนจะขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ต้องพิจารณาเงื่อนไขและเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้ได้เงื่อนไขและดอกเบี้ยที่ดีที่สุด อีกทั้งต้องดูเงื่อนไขอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านั้นก็ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าเช่นกัน



สุดท้ายนี้ ก่อนจะเป็นหนี้อยากให้ทุกท่านสำรวจความต้องการของตัวเองก่อน ว่าหนี้ที่เรากำลังจะก่อนั้นจำเป็นมากน้อยขนาดไหน มีเงินผ่อนชำระพอหรือไม่ กระทบกับค่าใช้จ่ายประจำวันหรือเปล่า หรือมีทางเลือกอื่นนอกจากการเป็นหนี้อีกไหม หากได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วอย่าลืมพิจารณาเหตุผลดังกล่าวข้างต้น และระมัดระวังการใช้จ่ายกันด้วยนะ ด้วยความเป็นห่วงจากทีมงาน Wealthy Thai

 

 

ที่มา : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Share: