จัดมาตรการอุ้มเอสเอ็มอีไทย รัฐบาลทุ่มแสนล้านต่อลมหายใจ

ธุรกิจเอสเอ็มอี เป็นอีกโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล ทึ่จำเป็นต้องเข้ามาโอบอุ้ม เนื่องจากขณะนี้มีปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นสูงต่อเนื่อง โดยหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือ NPL เพิ่มขึ้นมาราว 4.75% ของสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีโดยรวม ณ สิ้นกันยายน 2562 ขณะที่แบงก์ชาติพยายามผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลลูกหนี้ธุรกิจเอสเอ็มอี แต่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการปรับตัวที่ช้าของเอสเอ็มอี จึงทำให้ธนาคารพาณิชย์เพิ่มความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ เพราะฉะนั้นยิ่งทำให้โอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินยาก รัฐบาลจึงได้มีนโยบายเข้ามาดูแลภาคธุรกิจเอสเอ็มอีเพิ่มเติม

 


โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่  7 มกราคม 2563 นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอมาตรการดูแลเอสเอ็มอีเพิ่มเติมให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม ซึ่งจัดเป็นมาตรการแพจเกจเรียกว่า “มาตรการเสริมแกร่ง เอสเอ็มอีเพิ่มทุน สร้างไทย เข้าถึงแหล่งเงินทุน” โดยคาดว่าจะใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีจำนวนรวมไม่ต่ำกว่า 1 แสนราย จัดแบ่งเป็น  3 กลุ่ม ดังนี้

 


กลุ่มแรก เอสเอ็มอีที่ยังไม่เป็น NPL แต่มีอุปสรรคการเข้าถึงแหล่งเงินทุน รัฐบาลจะมอบหมายให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (SME) เข้ามา “ขยาย” สัดส่วนการค้ำประกันให้แก่เอสเอ็มอีที่กู้กับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันกำหนดสัดส่วนค้ำประกัน 30% ของสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ส่วนจะเพิ่มสัดส่วนเป็นเท่าไหร่นั้น จะเคาะในวันประชุมครม.


“การเพิ่มสัดส่วนค้ำประกันให้เอสเอ็มอี จะทำให้แบงก์พาณิชย์สามารถอัดฉีดเงิน (สินเชื่อ) ให้เอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นได้ โดยประเมินผลของมาตรการนี้จะขยายสินเชื่อได้ราว 1.5เท่า” รมว.คลังกล่าว

 


กลุ่มที่สอง เอสเอ็มอีที่มีปัญหาเป็น NPL มีปัญหาอยู่ในกระบวนการฟ้องร้อง รัฐบาลจะให้บสย.ชะลอการฟ้องร้องดำเนินคดีกับลูกหนี้เหล่านี้ จากปัจจุบันกำหนดให้ดำเนินคดีฟ้องร้องภายใน 5 ปี จะเสนอให้ขยายเวลาเป็น 7 ปี  เพื่อเปิดโอกาสให้แบงก์สามารถปรับโครงสร้างหนี้และปล่อยสินเชื่อเพิ่ม เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอีเหล่านี้

 


กลุ่มที่สาม การดูแลเอสเอ็มอีปกติทั่วไป  ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีแพคเกจออกมา


“แหล่งเงินจะดำเนินการผ่านโครงการสินเชื่อของธนาคารกรุงไทย 60,000 ล้านบาท และธนาคารออมสิน 40,000 ล้านบาท ส่วนเงินที่ใช้ค้ำประกันของบสย.จะเอาเงินกองทุนเอสเอ็มอี (จากสสว.) แบ่งออกมาใช้ราว 3-5 พันล้านบาท ดังนั้นรัฐบาลจะไม่ได้นำงบประมาณมาใช้” รมว.คลังระบุ


           
สำหรับผลของมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีในครั้งนี้ นายอุตตมมั่นใจว่าจะสามารถดูแลเอสเอ็มอีให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งหากเอสเอ็มอีสามารถเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นมาได้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญในการดูแลเศรษฐกิจไทย
           

 

สำหรับประสิทธิผลของมาตรการจะออกมาตามที่รัฐบาลคาดหวัง คงต้องติดตามผ่านตัวเลขหนี้เสียที่จะปรากฏออกมาว่าลดน้อยลงหรือเพิ่มขึ้นในปีนี้

Share: