“กอง SCBGOLDH” จับมือ “กอง TUSOIL”...แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดแห่งปี ‘กองสินค้าโภคภัณฑ์’

แม้จะไม่ได้อยู่ในกระแสการลงทุนหลัก แต่ ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ ก็อยู่ในความสนใจของนักลงทุนเสมอมา ย้อนกลับไปในปีหมู 2019 ที่เพิ่งผ่านมานั้น ‘ทองคำ’ ให้ผลตอบแทน 22.76% ในขณะที่ ‘น้ำมัน’ ให้ผลตอบแทน 35.47% เลยทีเดียว


เริ่มต้นเปิดศักราชปีหนู 2020 มา สินทรัพย์ทางเลือกทั้ง 2 กลับมาอยู่ในเรดาร์การลงทุนอีกครั้ง หลัง การจั่วหัวของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ปธน.สหรัฐ ที่ส่งโดรนสังหารไปโจมตี ‘นายพลโซไลมานี’ ของอิหร่านเสียชีวิต จนนำสู่การประกาศล้างแค้นของอิหร่านตามมา


ซึ่งกำลังกลายเป็น ‘ปัจจัยเสี่ยง’ ใหม่ที่ทั่วโลกกำลังจับตาดูพัฒนาการอย่างใกล้ชิดอยู่ในขณะนี้ นั่นทำให้ ‘ทองคำ’ และ ‘น้ำมัน’ ราคาดีดตัวขึ้นมากว่า 3% ในช่วง 6 วันแรกของปี2020


และกลายเป็นกลุ่มสินทรัพย์หนึ่งที่กลับมาอยู่ใน ‘ความสนใจ’ ของนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง แม้ในด้านลบ ‘ราคาน้ำมัน’ ที่แพงเกินไปอาจจะฉุดเศรษฐกิจสหรัฐและทั่วโลกให้เข้าสู่ภาวะ ‘ถดถอย (Recession)’ ตามมาก็ตาม


ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ยังคงเกาะติดและไม่พลาดที่จะนำเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“กอง SCBGOLDH”...โชว์ผลงาน 15.58% ส่วน “กอง TUSOIL” ผลตอบแทนพุ่งสูงสุด 29.87%

สินทรัพย์ทางเลือก”...นั้น ไม่ใช่กลุ่มสินทรัพย์หลักในพอร์ตลงทุน แต่การมีไว้ติดพอร์ตบ้างจะมองประโยชน์ในเรื่องของ ‘การกระจายความเสี่ยง’ เป็นสำคัญ ดังนั้น ‘กองทอง’ หรือ ‘กองน้ำมัน’ เอง จึงมีจำนวนไม่มากนักและขนาดก็ไม่ใหญ่ด้วยเช่นกัน

 

 

ปัจจุบันมี ‘กองทอง’ อยู่ 36 กอง และ ‘กองน้ำมัน’ อีก 8 กอง ในปี2019 ที่ผ่านมานั้น ‘ราคาทองคำ’ปรับตัวขึ้นมา +22.76% มาปิดสิ้นปีที่ระดับ 1,517.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์


โดยกองทุนในกลุ่มนี้ที่มีผลงานดีสุด ได้แก่ กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลด์ THB เฮดจ์ (SCBGOLDH)” ของ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ให้ผลตอบแทน 15.58%


ในขณะที่ ‘ราคาน้ำมัน’ เองก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ปรับตัวขึ้นมาในปี2019 +35.47% มาปิดสิ้นปีที่ 61.06 ดอลลาร์ต่อบาเรล


โดยกองทุนน้ำมันที่มีผลงานดีสุด ได้แก่กองทุนเปิด ทิสโก้ ยูเอส ออยล์  (TUSOIL)” ของ ‘บลจ.ทิสโก้’ ให้ผลตอบแทน 29.87%


“และปี2019 ถือเป็นอีกปีที่กลุ่มกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งหมด โดยกองที่มีผลงานดีสุดนั้นก็ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นไทยอีกด้วย”

 

 

“ปีหนู2020”...ทองเลือกข้าง ‘ขาขึ้น’ พร้อมหักแนวต้าน 1,750 ดอลล์!!!

ก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ ‘ราคาน้ำมัน’ ไว้ว่ามีโอกาสจะขึ้นไปถึงระดับ 80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากนับจากราคาปิดสิ้นปี2019 ก็ยังมีอัพไซด์อีกประมาณ 31% เลยทีเดียว ยิ่งมีแรงผลักจากสถานการณ์ตึงเครียดระหว่าง ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ เข้ามา ทำให้ดูเป้าหมายนี้อาจไม่ไกลเกินเอื้อม


เช่นเดียวกับ ‘ราคาทองคำ’ ในปีนี้ก็ได้ทะลุหักแนวต้าน 1,555 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขึ้นมาอย่างง่ายดาย โดยมองเป้าหมายปี2020 ของไว้ที่ 1,750 ดอลลาร์ หรือยังมีอัพไซด์จากสิ้นปี2019 อยู่ประมาณ 15%


ด้าน “TakiTsaklanos” แห่ง investinghaven.com ที่มีประสบการณ์ 15 ปี ในตลาดการลงทุนโลก เคยมองเป้าทองคำในปี2019 ไว้ที่ 1,500 ดอลลาร์ ซึ่งก็ถึงเป้าหมายไปแล้ว และในปีนี้เขามองเป้าทองคำไว้ที่ 1,750 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าการปรับตัวขึ้นของทองคำในรอบนี้ไม่ได้เกิดจาก ‘ความกลัว’ แต่ประการใด หากแต่เป็นการเลือกข้างแล้วว่าจะเดินเข้าสู่ ‘ขาขึ้น’ หลังจากที่ผ่านแนวต้าน 1,555 ดอลลาร์ ขึ้นมาได้ เป็นการก้าวเข้าสู่ภาวะ ‘ตลาดกระทิง (Bull Market)’ อย่างแข็งแกร่งและจากจุดนี้เพิ่งเป็นการเริ่มต้นเท่านั้น


“อย่างไรก็ตามในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ แนวต้าน 1,600 ดอลล์ ยังคงเป็นแนวต้านที่สำคัญสำหรับทองถัดไป”

 

 

เช่นเดียวกับ “บล.หยวนต้า (ประเทศไทย)” ที่มองเป้าหมายราคาทองคำในปี2020 ไว้ที่ 1,800 ดอลล์ หรือมีอัพไซด์อีกประมาณ 18% จากราคาปิดสิ้นปี2019 จากปัจจัยหนุนดังนี้


1) อัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ตามการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะถ้าเงินเฟ้อของสหรัฐแตะ 3% จะเปิดโอกาสให้ราคาทองทำ ‘All Time High’


2) ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้น จะหนุนให้ทองคำได้รับความน่าสนใจในฐานะ ‘Safe Haven’


3) ราคาทองคำมักปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ดีในปีที่สหรัฐมีการเลือกตั้ง


4) ธนาคารกลางทั่วโลกยังซื้อทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพิงเงินดอลลาร์สหรัฐ


5) ความต้องการเพื่อการลงทุนที่ผ่าน ‘กองทุน ETF’ ใกล้เคียงช่วงราคาทองคำทำ ‘All Time High’ เมื่อปี 2011 จะเป็นตัวเร่งให้ราคาทองคำรอบนี้ขึ้นแรง


“เรายังพบอีกว่าเดือน ม.ค. ของทุกปีเป็นเดือนที่ทองคำให้ผลตอบแทนสูงสุด แนะนำให้ลงทุนในทองคำทันที หรือจัดสรรเงินลงทุนลักษณะ Asset Allocation ทั้งในรูปแบบของ ‘Gold ETF’ หรือ ‘กองทุนทองคำ’ โดยเราประเมินราคาทองคำในปีนี้ไว้กรอบบนอยู่ที่ 1,750-1,800 ดอลล์ แต่ก็มีโอกาสที่จะเห็นราคาวิ่งขึ้นไปไกลถึง 1,900 ดอลล์ ได้เช่นกัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในปี2011”



ทั้งหมดนี้เป็นบทสรุปของ ‘กองทุนทองคำ’ และ ‘กองทุนน้ำมัน’ ซึ่งถือว่าเป็นอีกกลุ่มกองทุนที่มีผลงานที่โดดเด่นในปี2019 ที่ผ่านมา ใครมีติดพอร์ตไว้ก็คงช่วยเพิ่มสุขภาพพอร์ตให้แข็งแรงได้บ้างไม่มากก็น้อย ในลักษณะของ ‘การกระจายความเสี่ยง’ ตามทฤษฎีว่าไว้ไม่เกิน 10% ไม่ใช่มาเป็น ‘Core Port’ ในการลงทุนแต่ประการใด

Share: