FETCO ชี้ปัญหาตะวันออกกลางไม่นำไปสู่การรบเต็มรูปแบบ ก.พลังงานพร้อมรับมือ ลั่นราคาน้ำมันยังบริหารจัดการได้

ภาวะตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจากปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง โดยส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ 1,568.50 จุด ปรับตัวลดลง 26.47 จุด หรือคิดเป็น -1.66%

 

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน (ความขัดแย้งตะวันออกกลาง) ที่เกิดขึ้นนั้น ถือเป็นปัจจัยความไม่แน่นอนใหม่ที่เข้ามาเพิ่มขึ้น แต่มองว่าทั้ง 2 ฝ่าย จะหาทางออกร่วมกันได้ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็จะส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดขึ้น และมองว่าจะไม่กระทบจนถึงขั้นทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกถดถอย และราคาน้ำมันจะไม่ปรับตัวสูงถึงขั้นแตะระดับ 100 เหรียญต่อบาร์เรล

 

เนื่องจากปัจจุบันมีกำลังการผลิตใหม่เข้ามาจากสหรัฐ โดยในช่วงต้นปีประเทศสหรัฐจะมีกำลังการผลิตน้ำมันใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก อย่างไรก็ตามปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว มีมายาวนานกว่า 40 ปี เชื่อว่ายังไม่นำไปสู่การรบเต็มรูปแบบ โดยก่อนหน้านี้อิหร่านมีการยั่วยุสหรัฐอเมริกามาอย่างต่อเนื่อง แต่มองว่าอิหร่านยังไม่พร้อมที่จะมีสงคราม แต่ยังต้องตามตามดูกันต่อไป

 

นอกจากนี้ประเทศไทยได้รับผลดีจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ทำให้การนำเข้าน้ำมันนั้นมีราคาสูงขึ้นไม่มากนัก ซึ่งเชื่อว่าแม้จะเกิดความไม่สงบ แต่ราคาน้ำมันก็ไม่น่าจะขึ้นไปสูงมาก เพราะสหรัฐเองถือเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ ต่างจากอดีตที่ตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกน้ำมันหลัก

 

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ประจำเดือนมกราคม 2563 โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวลดลงอยู่ในเกณฑ์ทรงตัว (Neutral) เป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน โดยผลสำรวจพบว่านักลงทุนคาดหวังการนโยบายภาครัฐและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด และกังวลผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ภาวะเศรษฐกิจในประเทศและสถานการณ์การเมือง เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุน

 

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นรวมทุกกลุ่มนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้า (มีนาคม 2563) อยู่ในเกณฑ์ “ทรงตัว” (Neural) (ช่วงค่าดัชนี 80 - 119) โดยลดลง 8.17% มาอยู่ที่ระดับ 80.75 ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี เนื่อจากความกังวลจากปัญหาสงครามการค้า  เพราะประเทศไทยส่งออกสูงถึง 70% รวมทั้งสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัว และการลงทุนของภาคเอกชนก็ยังชะลอตัวเช่นกัน นอกจากนี้ยังกังวลผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนด้วย โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดการแพทย์ (HELTH) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือหมวดธนาคาร (BANK)

 

ทั้งนี้ในปี 2562 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4/2562 ที่ผ่านมา โดยปัจจุบันนักลงทุนคาดหวังการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐบาล และการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ในปีก่อนการลงทุนมีความล่าช้าออกไป

 

ในช่วงเดือนธันวาคม ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ เคลื่อนไหวในช่วง 1548-1579 จุด โดยดัชนีปรับตัวลดลงในครึ่งเดือนแรกมาอยู่จุดต่ำสุดที่ 1548 จุด จากนั้นทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่บริเวณ 1,570-1,580 จุด ในช่วงปลายเดือน โดยได้รับผลดีจากผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนในข้อตกลงการค้าขั้นที่ 1 ที่เป็นไปได้ด้วยดี ขณะที่นักลงทุนคาดหวังแรงซื้อ LTF ในช่วงปลายปี แม้ว่าตัวเลขการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยยังมีการเติบโตชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

 

โดยทิศทางการลงทุน ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุดคือความคาดหวังนโยบายภาครัฐ รองลงมาคือผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ขณะที่นักลงทุนยังกังวลความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นปัจจัยฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด รองลงมาคือภาวะเศรษฐกิจในประเทศ และสถานการณ์ทางการเมือง

 

ส่วนปัจจัยทางเศรษฐกิจโลกที่ต้องติดตามได้แก่ภาวะเศรษฐกิจจากผลเจรจาทางการค้าภายหลังข้อตกลงทางการค้าขั้น 1 เป็นไปด้วยดีและแนวโน้มการเจรจาข้อตกลงทางการค้าในขั้นที่ 2  ทิศทางของ BREXIT ที่มีแนวโน้มให้อังกฤษออกจาก EU แบบได้ข้อตกลงทันเส้นตายภายหลังการเลือกตั้ง ทิศทางนโยบายอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐและอียูที่แนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในปี 2563 ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตามคือการเบิกจ่ายงบประมาณรัฐบาลปี 2563 นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาการส่งออกจากค่าเงินบาทแข็งค่าที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ และนโยบายทางการเงินของธปท. ในปี 2563 เป็นปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม

 

อย่างไรก็ตาม มองว่าดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกจะเกิดความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่ประเทศไทยได้รับปัจจัยหนุนจากปีก่อนที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยถือว่า Underperform กับตลาดหุ้นอื่นทั่วโลก ด้วยปัจจัยกระทบจากการการเปลี่ยนมาตรฐานบัญชี กฎหมายแรงงานที่ทำให้บริษัทจดทะเบียนจะต้องตั้งสำรองเพิ่ม และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทจดทะเบียนต่างๆมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นผิดปกติ

 

 

บล.บัวหลวงชี้ปี 63 หุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500-1,700 จุด

 

ด้านนายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่าปี 2563 ดัชนีหุ้นไทยจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,500-1,700 จุด โดยคาด EPS จะอยู่ที่ระดับ 102 ซึ่งการใช้งบประมาณภาครัฐในช่วงปี 2562 อยู่ระดับที่น้อย โดยเชื่อว่าภายในเดือนม.ค.นี้จะเห็นทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นมองว่าปี 2563 จะเห็นการใช้งบประมาณภาครัฐในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งหุ้นกลุ่ม คอมเมิร์ช อาหาร นิคมฯ จะได้รับประโยชน์  ส่วนราคาหมูที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ยังส่งผลบวกต่อ CPF และ TFG ด้วย

 

 

ก.พลังงานพร้อมรับมือสถานการณ์ตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน

ลั่นราคาน้ำมันยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้

 

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงข่าวชี้แจงกรณีสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศสหรัฐฯและอิหร่านที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกว่า ทางกระทรวงพลังงานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินและเตรียมการหากเกิดสถานการณ์ที่วิกฤตเพิ่มขึ้น โดยในวันนี้ได้มีการประชุมหารือและได้เตรียมการที่สำคัญ ดังนี้

 

ด้านปริมาณสำรอง ปัจจุบัน ณ วันที่ 5 มกราคม 2563 ไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันดิบประมาณ 2,988 ล้านลิตร ปริมาณสำรองน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่งอีก 1,144 ล้านลิตร น้ำมันสำเร็จรูป 1,468 ล้านลิตร รวมจำนวนวันที่สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ทั้งหมด 50 วัน ส่วนปริมาณสำรองก๊าซ LPG ทั้งหมดประมาณ 101 ล้านกิโลกรัม สำรองได้ 17 วันสำหรับใช้ในภาคครัวเรือน

 

ทั้งนี้ได้มีการบริหารจัดการเพื่อกระจายความเสี่ยงระยะยาว โดยกลุ่มปตท.ได้ปรับลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางที่เคยสูงถึงกว่า 74% และล่าสุดปรับลดเหลือประมาณ 50%

 

ด้านการผลิตปิโตรเลียมในประเทศ ปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 1.3 แสนบาร์เรล/วัน โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจะขอความร่วมมือในการงดส่งออกน้ำมันดิบซึ่งจะได้ปริมาณน้ำมันดิบเพิ่มมากขึ้นประมาณ 25,000 บาร์เรล/วัน และหากมีเหตุฉุกเฉิน สามารถเพิ่มการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้นอีก 36,000 บาร์เรล/วัน โดยจะขอความร่วมมือกับโรงกลั่นน้ำมันให้หาทางออกด้านเทคนิคเพื่อใช้น้ำมันดิบในประเทศทั้งหมด

 

ในด้านบริหารราคาน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีเกณฑ์สำหรับการบริหารจัดการราคาน้ำมันในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งได้มีการจัดทำเป็น Scenario ในช่วงระดับราคาต่างๆ ในการบริหารจัดการราคาน้ำมันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน ซึ่งจะมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ อยู่ที่ประมาณ 37,000 ล้านบาท

 

ขณะที่ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบเคลื่อนไหวที่ระดับ 69 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ปรับเพิ่มขึ้น 4% จากเดิม โดยช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันทุกชนิดลดลง 1 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 62 -10 ม.ค. 63 แต่ล่าสุดที่ราคาน้ำมันขายปลีกได้ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (6 ม.ค.63)

 


ดังนั้นหากไม่มีมาตรการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันดังกล่าวในก่อนหน้านี้ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านี้ แต่หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นไปสูงถึง 80 ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงพลังงานก็จะมีมาตรการรองรับอย่างเข้มขึ้น โดยขณะนี้ยังอยู่ในกรอบที่ยังบริหารจัดการได้



อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานจะมีการประชุมร่วมกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในวันที่ 10 ม.ค.นี้ เพื่อหาแนวทาง และประเมินสถานการณ์ รวมทั้งเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยจะรายงานให้ทราบเป็นลำดับถัดไป



“ขอให้ประชาชนมีความมั่นใจว่า กระทรวงพลังงานจะสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ด้านความมั่นคงของการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีใช้อย่างต่อเนื่อง และด้านราคาไม่ให้เกิดความผันผวนจนส่งผลกระทบต่อประชาชน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าว

 

Share: