5 หุ้นรับแรงกระแทกความขัดแย้งตะวันออกกลาง

กลายเป็นประเด็นที่เข้ามากดดันกับตลาดหุ้นทันที หลังโดนัล ทรัมป์ ตัดสินใจโจมจีผู้นำทางทหารของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลง และตลาดหุ้นไทยก็ได้รับผลกระทบให้ราคาหุ้นร่วงลงแรงด้วย โดยหุ้นในกลุ่ม SET 50 ที่ปรับตัวลดลงแรงมากที่สุด หนีไม่พ้นหุ้นอย่าง IVL ที่บริษัทมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และการเข้าซื้อกิจการจำนวนมาก

 

 

5 หุ้นในกลุ่ม SET 50 ที่ราคาปรับลดลงจากต้นปีถึงวันที่ 8 ม.ค. 2563

 

 

ในด้านภาวะตลาดหุ้นที่ร่วงลงแรง บล.เอเซีย พลัส มองว่า กลยุทธ์การลงทุนระดับความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้ง อิหร่าน-สหรัฐฯ เช้านี้ลดลงชัดเจน ส่งผลทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวกลับ ซึ่งก็น่าจะทำให้ SET Index ปรับตัวขึ้นด้วยเช่นกัน โดยประเมินกรอบบนที่บริเวณ 1580 จุด อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง ส่วนประเด็นที่มีน้ำหนักรองลงมาได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจซึ่งล่าสุด World Bank ได้ปรับลดประมาณการลง

 

 

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย …จับสัญญาณวันนี้

วานนี้ ตลาดหุ้นไทยเปิด Gap ลง 15 จุด และทยอยปรับตัวลงตลอดวัน โดยปัจจัยลบมาจากอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯในอิรัก 2 แห่ง ทําให้ทิศทาง Fund Flow มีโอกาสโยกย้ายจากสินทรัพย์เสี่ยงเข้าสู่สินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง จึงทําให้ตลาดหุ้นหลายประเทศปรับตัวลงรวมถึงไทยที่ปิดตัวในแดนลบที่ระดับ 1559.27 จุด ลดลง 25.96 จุด หรือ -1.64% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 6.50 หมื่นล้านบาท ซึ่งกลุ่มที่กดดันตลาดหลักๆ คือ กลุ่มพลังงานได้แก่ EA(-6.10%) PTT(-1.06%) TOP(-3.93%) กลุ่มธ.พ.เช่น BBL(-2.24%) KBANK(-2.10%) SCB(-1.72%) และกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง IVL(-8.27%) PTTGC(-3.35%) รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่เช่น ADVANC(-1.35%) SCC(-3.44%) และ AOT(-1.02%) เป็นต้น


ทิศทางการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นโลก ถูกกำหนดให้เป็นไปตามพัฒนาการของเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่าง สหรัฐฯ-อิหร่าน โดยล่าสุดผ่อนคลายลงมาเล็กน้อยหลังท่าทีของผู้นำสหรัฐฯ ที่ไม่ได้แข็งกร้าวมากนัก หลังจากที่ถูกอิหร่านโจมตีที่ตั้งทหารที่ประจำการในอิรัก ทำให้เห็นภาพการขายทำกำไรในสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งก่อนหน้านี้ปรับขึ้นมารุนแรงอย่างทองคำ ซึ่งราคาลดลงจากระดับเหนือ 1600$ มาอยู่ที่ 1555$


ในช่วงเช้าวันนี้ ส่วน Bond Yield 10 ปี ของสหรัฐฯ ก็ดีดตัวขึ้นมายืนบริเวณ 1.8% นอกจากนี้ยังพบว่าราคาน้ำมันดิบก็ย่อตัวลงมาเช่นกันโดย Brent ลดลงจากระดับเหนือ 70$ มาอยู่ที่ 68-68.5$ ต่อบาร์เรลช่วงเช้าวันนี้ อย่างไรก็ตามสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ก็มีโอกาสที่จะพลิกผันได้ตลอดเวลา ซึ่งก็จะทำให้สินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ ผันผวนตามไปด้วย จึงยังถือเป็นช่วงที่ระดับความเสี่ยงสำหรับการลงทุนในตลาดการเงินโดยภาพรวมอยู่ในเกณฑ์สูง สำหรับปัจจัยอื่นที่อาจมีผลต่อทิศทางของ SET Index ได้แก่ ภาพรวมของเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุด World Bank ได้ปรับลดประมาณการ GDP Growth ปี 2563 ของโลกลงจาก 2.7% มาอยู่ที่ 2.5% (IMF คาดการณ์ที่ 3.4%) ส่วนของประเทศไทย ถูกปรับลดลงจาก 3.6% มาอยู่ที่ 2.7% ถือเป็นการปรับลดประมาณการที่ค่อนข้างแรง แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขหลังการปรับลด มีความใกล้เคียงกับประมาณการของฝ่ายวิจัย ซึ่งคาดว่า GDP Growth ปี 2563 จะอยู่ที่ 2.8% มากขึ้น สำหรับภาพรวมของ SET Index วันนี้ คาดว่าน่าจะเห็นการดีดตัวกลับขึ้นไปในทิศทางที่สอดคล้องกับตลาดหุ้นโลก โดยช่วงนี้น่าจะอยู่ในกรอบบริเวณ 1550 – 1580 จุด สำหรับพอร์ตการลงทุน วันนี้ไม่มีการปรับเปลี่ยน หุ้น Top Picks เลือก EASTW และ PYLON

 

 

ความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่านลดลง เงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย

ต่างประเทศมีประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น คือ ประเด็นบวก คือ สถานการณ์ความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน ผ่อนคลายลง มาจากฝั่งสหรัฐ ประธานาธิบดีทรัมป์แถลงที่ทำเนียบขาวประเด็นอิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรัก ซึ่งโทนโดยรวมมีท่าทีผ่อนคลาย ใจความสำคัญคือ “ไม่มีทหารสหรัฐเสียชีวิต, ฐานทัพสหรัฐเสียหายเล็กน้อย และอิหร่านมีท่าทีอ่อนลงในการเผชิญหน้ากับสหรัฐ อย่างไรก็ตามสหรัฐเรียกร้องชาติพันธมิตร อาทิ อังกฤษ, เยอรมนี, จีน ถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านปี 2015 และที่สำคัญ คือ เตรียมออกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอิหร่านเพิ่มเติม จากปัจจุบัน สหรัฐมีการคว่ำบาตรอิหร่าน อาทิ จำกัดการส่งสินค้าบางชนิดไปอิหร่าน เช่น อากาศยาน, สินค้าโภคภัณฑ์ อาหาร, เวชภัณฑ์ เป็นต้น ห้ามอิหร่านส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ, ห้ามสถาบันการเงินอิหร่านทำธุรกรรมทางการเงินกับสหรัฐ, ห้ามบุคคลสัญชาติอิหร่านบางรายเดินทางเข้าสหรัฐ


โดยรวมถือว่าทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย ตลาดคาดเหตุการณ์อาจไม่บานปลาย จากเดิมก่อนหน้าตลาดกังวลว่าสหรัฐจะแข็งกร้าว คือใช้อำนาจทางทหาร) โดยรวมระยะสั้น กดดันให้เงินไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัย ทองคำ และพันธบัตร และกดดันราคาน้ำมันดิบปรับฐานแรง Sentiemt ต่อหุ้นน้ำมัน PTT, PTTEP

 

 

World Bank ปรับลด GDP Growth โลก

ขณะที่ปัจจัยลบ กดดันวันนี้จะมาจากธนาคารโลก(World Bank) ออกรายงานคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลกคาดขยายตัว 2.5%yoy ในปี 2563 ดีขึ้นเล็กน้อยจาก 2.4%ในปี 2562 แต่เป็นการถูกปรับลงจากคาดการณ์รอบก่อนหน้า คือ รอบ มิ.ย.2562 ลงปีละ 0.2% และราว 95%ของประเทศทั่วโลกถูกปรับลด GDP Growth ทั้งนี้เนื่องจากกังวลจากผลกระทบของภาษีนำเข้าที่ยังมีอยู่ กดดันการลงทุนทั่วโลกชะลอตัว และปัญหาหนี้ในหลายประเทศที่ฉุดรั้งการเติบโต (คาดการณ์ของ World Bank โดยปกติจะต่ำกว่า IMF เป็นปกติ เห็นได้จากล่าสุด IMF คาด ปี 2563 ขยายตัว 3.4% ดีขึ้นจาก 3%)


ขณะที่ไทย World Bank คาดเศรษฐกิจไทยปี 2563 ขยายตัว 2.7% ดีขึ้นจาก 2.5%ในปี 2562 (แต่ถูกปรับลดลงจากรอบก่อนหน้าราว 0.9% และ 1% ตามลำดับ) ถือว่าเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับสำนักเศรษฐกิจส่วนใหญ่คาด GDP Growth ไทยปี 2563 จะขยายตัวราว 2.7-3.2% ASPS คาด 2.8%


โดยรวมหากมองไปข้างหน้า คาดเศรษฐกิจไทยปี 2563 ยังมีความเสี่ยงที่จะเติบโตต่ำกว่าที่คาด หลักๆ คือ ปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงมากสุดในรอบ 40 ปีกดดันกำลังซื้อเกษตรกร, เงินบาทที่ยังแข็งค่ากระทบภาคส่งออก ทำให้ตัวขับเคลื่อนคือ พึ่งจาก เม็ดเงินจากงบประมาณปี 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ปัจจุบันอยู่ในการพิจารณาวาระที่ 2-3 ระหว่าง 8-10 ม.ค. และคาดจะเร่งเบิกจ่ายได้ในต้นเดือน ก.พ. ซึ่งจน่าจะเร่งให้รัฐบาล ผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ออกมา หนุนการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มรับเหมา อาทิ PYLON, CK, STEC ออกมาอีกในอนาคต เร่งเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อีก จากปัจจุบันที่ มีมาตรการออกมาตั้งในช่วงก่อนหน้า อาทิ บ้านดีมีดาวน์ ลดค่าธรรมเนียมการโอน การจดจำนอง เหลือ 0.01% ดีต่อ LH, AP

 

 

น้ำหนักในการผลักดันตลาดของหุ้นน้ำมันแผ่วลงไปมาก เมื่อเทียบกับอดีต

เริ่มต้นโดยฝ่ายวิจัยทำการสำรวจ ย้อนรอย 3 เหตุการณ์สงครามสำคัญๆ ในอดีต ว่าแต่ละเหตุการณ์จะส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไร ผลลัพธ์มีดังนี้


สงครามอ่าวเปอร์เซีย Gulf War เกิดขึ้นในช่วงเม.ย. 1990 คือ อิรักปิดล้อมคูเวต . พบว่า ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 145% ในระยะเวลาเพียง 5 เดือน จาก 16.4 เหรียญฯ ขึ้นมาอยู่ที่ 40.15 เหรียญฯ


สหรัฐคว่ำบาตรออิหร่านเริ่ม ธ.ค. 1994 ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 17% จาก 16.42 เหรียญฯ ขึ้นมาอยู่ที่ 19.17 เหรียญฯ ในระยะเวลาราว 4 เดือน


สุดท้ายเหตุการณ์ 9/11 วันที่ 11 ก.ย. 2001 เป็นการโจมตีแบบพลีชีพทางอากาศของ และ ปี 2002 สหรัฐค้นพบฐานลับที่อิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อยู่ ประธานาธิบดี George W. Bush ประณามอิหร่านว่าเป็นผู้ก่อการร้าย กินระยะเวลาทั้งหมดราม 1 ปี 6 เดือน และพบว่า ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 24% จาก 27.45 เหรียญฯ ขึ้นมาอยู่ที่ 34.1 เหรียญฯ


ส่วนใหญ่เหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางมักจะส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแรง และน่าจะส่งผลดีต่อหุ้นน้ำมันในระยะสั้น และน่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมตลาดหุ้นไทย เนื่องจาก SET Index มีสัดส่วนในหุ้นกลุ่ม Energy มากสุด ที่ 22.9%


อย่างไรก็ตามหากประเด็นความขัดแย้ง อิหร่าน – สหรัฐฯ ยืดเยื้อบานปลาย แรงส่งตลาดหุ้นไทยจากราคาน้ำมันที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นแรง อาจจะไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในอดีต เนื่องจากฝ่ายวิจัยได้ทำการวิเคราะห์น้ำหนักของหุ้นน้ำมันใน SET Index พบว่า ลดลงไปมาก เมื่อเทียบกับอดีตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา


1. ในช่วง 10 ปี ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นมา 120 บริษัท (จาก 504 บริษัท เป็น 624 บริษัท) แต่ประกอบด้วยบริษัทอื่นที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มพลังงานถึง 101 บริษัท ส่งผลให้สัดส่วน Market Cap ของหุ้นกลุ่มพลังงานเมื่อเที่ยบกับตลาดลดลงจาก 29.3% ใน 10 ปีที่แล้ว เหลือเพียง 22.9%


2. และที่สำคัญหากวิเคราะห์สัดส่วนหุ้นในกลุ่มพลังงาน พบว่า มีหุ้นน้ำมันเพิ่มขึ้นมาเพียง 1 บริษัทเท่านั้น (เข้า SPRC, PTG ออก PTTAR) ขณะที่บริษัทที่ไม่ได้ทำธุรกิจน้ำมัน แต่อยู่ในกลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้นมาถึง 18 บริษัท ส่งผลให้น้ำหนักหุ้นน้ำมัน เมื่อเทียบกับกลุ่มพลังงานลดน้อยลงจาก 80% ใน 10 ปีที่แล้ว เหลือเพียง 56% เท่านั้น


3. ขณะที่น้ำหนักหุ้นที่ไม่ได้ทำธุรกิจน้ำมัน แต่อยู่ในกลุ่มพลังงาน เมื่อเทียบกับกลุ่มพลังงานเพิ่มขึ้นจาก 20% (5.8% ของ SET Index) ใน 10 ปีที่แล้ว เป็น 44% (10.1% ของ SET Index)


สรุปคือ สัดส่วน Market Cap ของหุ้นน้ำมัน ณ ปัจจุบันลดลงไปมากเมื่อเทียบกับตลาด โดยลดลง จาก 23.5% เมื่อปลายปี 2552 เหลือเพียง 12.8% ณ ปัจจุบัน ส่งผลให้แรงผลักดันตลาดจากหุ้นน้ำมันในปัจจุบันลดน้อยลงไปกว่าครึ่ง เมื่อเทียบกับอดีต 10 ปี ที่ผ่านมา

 

 

กำหนดเพดานราคายา Sentiment ลบต่อกลุ่มรพ. ...ระยะยาวยังชอบ BCH-BDMS

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กำลังร่วมกับหลายหน่วยงาน เพื่อศึกษาแนวทางกำหนดเพดานราคายา เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนจำหน่ายยาในแต่ละกลุ่มเกินกว่าเพดานที่กำหนดไว้ โดยจะคำนวนจากราคาขายยา กำไร และต้นทุน เพื่อหาค่าเฉลี่ยในการกำหนดเพดานราคา ว่าจะต้องตั้งราคาไม่เกินกี่เปอร์เซ็นต์จากค่าเฉลี่ยดังกล่าว ซึ่งเป็นอัตรากำไรที่สามารถเก็บเพิ่มจากค่ายาที่มีการจัดประเภทในแต่ละกลุ่ม (แบ่งตามราคา) ประเด็นดังกล่าวคาดว่าจะสร้าง Sentiment ลบต่อกลุ่ม รพ. โดยถือเป็นความคืบหน้าแนวทางกำหนดราคายาเพิ่มเติม จากกรณีกรมการค้าภายในให้ ทุกรพ. มีการแจ้งราคายา และได้มีการจัดกลุ่ม รพ. ที่มีราคาต่ำ กลาง สูง โดยใช้สัญลักษณ์ สีเขียว เหลือง แดง ตามลำดับ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการเปิดเผยชื่อ รพ. เฉพาะกลุ่มที่อยู่ในประเภทสีเขียว โดยใน รพ. ที่ฝ่ายวิจัยดูแล ประกอบด้วย PR9, RJH (1 แห่ง จาก 2 แห่ง), และ LPH ส่วน BDMS มีรายชื่อ 4 แห่ง จาก 48 แห่ง (รพ. เปาโล เกษตร, กรุงเทพปากช่อง, กรุงเทพเมืองราช และกรุงเทพเพชรบุรี) ส่วน BH, CHG และ BCH ไม่อยู่ในรายชื่อ เนื่องจาก BH เป็น รพ. พรีเมี่ยม ส่วน BCH เลือกส่งข้อมูลของผู้ป่วยกลุ่ม Premium เพื่อไม่ให้เกิดประเด็นค่ายาแพงภายหลัง ขณะที่ผู้ป่วยทั่วไป ทาง รพ. ยืนยันว่าคิดในราคาปกติ รวมถึงผู้ป่วยประกันสังคมที่ได้รับในอัตราเหมาจ่ายที่กำหนดอยู่แล้ว


ฝ่ายวิจัยประเมินในด้านความเสี่ยงต่อผลประกอบการค่อนข้างสูงต่อกลุ่มรพ. โดยเฉพาะรพ.ที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่ม รพ. สีเขียว หากมีการกำหนดเพดานราคายาในช่วงแรก ทั้งนี้ น่าจะเห็นแรงกดดันต่อกลุ่มรพ.พรีเมี่ยมอย่าง BH (FV@B135.5) ชัดเจนสุด ในระยะสั้นจึงอาจจะต้องเลี่ยงลงทุนไปก่อน โดยปัจจุบันฝ่ายวิจัยยังคงแนะนำ ขาย อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ฝ่ายวิจัยเชื่อว่าผลกระทบต่อกลุ่มจะจำกัด โดยในกลุ่ม รพ. ที่เลือกคิดค่ายาสูง จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่จะมีบริการและเทคโนโลยีการรักษาที่ค่อนข้างพรีเมี่ยม ที่ผ่านมาแม้มีการเปิดเผยราคาค่ายา ตามแนวทางที่กรมการค้าฯกำหนด แต่ไม่สร้างผลกระทบที่มีนัยฯ สะท้อนให้เห็นว่าลูกค้าที่ใช้บริการให้ความสำคัญที่ความสามารถการรักษา ดังนั้น คาด รพ. กลุ่มดังกล่าวน่าจะรักษาจุดเด่นดังกล่าวต่อไป และอาจจะเห็นการปรับตัวลดผลกระทบ โดยการเรียกเก็บค่าบริการอื่นๆ ที่ปัจจุบันยังไม่เคยเก็บมาก่อนเพื่อชดเชย ภาพรวมยังให้ลงทุน เท่าตลาด และถือเป็นโอกาสทยอยสะสมลงทุนระยะยาว หุ้นพื้นฐานแกร่งในกลุ่ม

Share: