ธปท.ปลดแอกลูกหนี้ สั่งลด “ดอกเบี้ย-ค่าต๋งโหด” เปลี่ยนชิวิต "แบงก์เสือนอนกิน"  

ถึงเวลาของลูกหนี้ทั้งหลายแล้ว ที่จะได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหนี้ทั้งหลาย เนื่องจากแบงก์ชาติหรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เข้ามาแก้ไขปรับปรุงกฏเกณฑ์ที่สำคัญๆเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและภาระค่าใช้จ่ายรวมถึงค่าธรรมเนียมที่เจ้าหนี้เรียกเก็บกับคนเป็นลูกหนี้

 

 

หลังจากตลอดเวลาที่ผ่านมา ชีวิตทางการเงินของลูกหนี้ มักตกเป็นฝ่ายจำใจต้องยินยอมทำตามกฏกติกาต่างๆของเจ้าหนี้ โดยเฉพาะมาตรฐานการคำนวนภาระหนี้และภาระค่าใช้จ่ายต่างๆนานา รวมไปถึงอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมกับฝั่งลูกหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้รายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มักจะไม่สามารถต่อรองได้เท่าที่ควรเช่นภาคธุรกิจขนาดใหญ่

 

 

โดยเรื่องนี้ นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กล่าวในงานการประชุมนักวิเคราะห์ ครั้งที่ 1/2563 ว่า ธปท.และรัฐบาลต้องการดูแลลูกหนี้ที่ดี โดยเฉพาะลูกหนี้เอสเอ็มอี จึงได้ออกมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้และให้เงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

 


ทั้งนี้ธปท.ได้ออกเป็นหนังสือเวียนถึงสถาบันการเงินและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ  โดยจะมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.2563 -31 ธ.ค.2564 โดยมาตรการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกันสำหรับ ”ลูกหนี้ที่ยังไม่เป็น NPL” หรือ หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (ผิดนัดชำระตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป) เนื่องจากขณะนี้เห็นสัญญาณกลุ่มลูกหนี้ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษที่ผิดนัดชำระหนี้ไม่เกิน  3 เดือน (SM) ปรับตัวเพิ่มขึ้น

 

 

ธปท.จึงสั่งให้ธนาคารพาณิชย์พิจารณาการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอี ที่ยังมีศักยภาพดี  โดยการปรับโครงสร้างหนี้จะมีทั้งการลดดอกเบี้ย การขยายระยะเวลาชำระหนี้ให้สอดคล้องกับความสามารถชำระหนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาลุกลามเป็น NPL รวมถึงการผ่อนผันไม่ต้องติดเครดิตบูโร จากปกติ หากมีการปรับโครงสร้างหนี้ จะถูกแจ้งชื่อเข้าเครดิตบูโร นอกจากนี้ เปิดให้ธนาคารพาณิชย์จัดเอสเอ็มอีรายดังกล่าวเป็นลูกหนี้ชั้นปกติ

       

 

สำหรับมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ของ “ลูกหนี้ที่เป็น NPL” นั้น ธปท.ผ่อนผันให้ธนาคารพาณิชย์เลื่อนชั้นลูกหนี้ NPL เป็นลูกหนี้ปกติได้ เมื่อลูกหนี้รายดังกล่าว สามารถปรับโครงสร้างและชำระหนี้ได้ 3 งวดติดต่อกัน จากเดิมกำหนดระยะเวลา 12 งวดหรือ 12 เดือน นอกจากนี้ได้ออกมาตรการสนับสนุนสถาบันการเงินและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ให้ปล่อยสินเชื่อใหม่เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้เอสเอ็มอีดังกล่าว  ซึ่งให้แยกบัญชีออกมาจากบัญชีหนี้เดิม  และให้จัดชั้นเป็นหนี้ปกติได้ หากลูกหนี้มีกระแสเงินสดรองรับการชำระหนี้ ทั้งนี้เพื่อช่วยเสริมสร้างสภาพคล่องให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง

       

 

พร้อมออกมาตรการสนับสนุนให้สถาบันการเงินไม่ลดวงเงินของ OD หรือ สินเชื่อเงินกู้เบิกเกินบัญชี  โดยแบงก์ไม่ต้องกันสำรองสำหรับวงเงินสินเชื่อที่ลูกหนี้ ยังไม่ได้เบิกใช้ หรืออีกนัยหนึ่ง ให้ตั้งสำรองเฉพาะส่วนที่มีการเบิกวงเงินสินเชื่อไปแล้ว

 



ธปท.ยังสั่งให้สถาบันการเงินและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ปรับปรุงการคำนวน หรือยกเว้น ค่าผิดนัดชำระสินเชื่อด้วย  และให้สถาบันการเงินพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเอสเอ็มอี ที่ปัจจุบันใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล มาเป็นเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งมีภาระจ่ายดอกเบี้ยที่สูง ทำให้ต้นทุนทางการเงินสูง ทำให้ธุรกิจมีกำไรยากขึ้น โดยให้ปรับเป็นสินเชื่อประเภท Term Loan ที่มีอัตราดอกเบี้ยถูกลง โดยไม่ต้องยกเลิกบัตร และให้วงเงินรวมไว้เท่าเดิม

 

ในกรณีที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีเจ้าหนี้หลายราย ได้ให้เจ้าหนี้ร่วมกับธปท. กำหนดกรอบการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้ดังกล่าวไปด้วยกัน

       

 

ทั้งนี้จากมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีดังกล่าว  ธปท. ได้ให้สถาบันการเงิน รายงานเป้าหมายสินเชื่อตามมาตรการและยอดคงค้างของสินเชื่อลูกหนี้เอสเอ็มอีเป็นรายเดือนภายใน 21 วันนับจากวันสิ้นเดือน ซึ่งเริ่มตั้งแต่งวดสิ้นเดือน ม.ค. 2563- 31 ธ.ค. 2564

       

อีกประเด็นสำคัญ คือ ธปท. ออกหนังสือเวียนให้ธนาคารพาณิชย์ ปรับปรุงการคิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม เพื่อให้ความเป็นธรรม ซึ่งจะช่วยลดภาระสำหรับลูกหนี้เอสเอ็มอีและประชาชน และเพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยจะมี 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

       

ประเด็นแรกค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนดสำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอีก และสินเชื่อส่วนบุคคล ที่มีลักษณะผ่อนชำระเป็นงวด เนื่องจากมีสถาบันการเงินบางราย คิดคำนวนค่าปรับจากฐาน “วงเงินสินเชื่อทั้งก้อน” ในกรณีลูกหนี้มีการปิดหนี้ก่อนครบกำหนด ดังนั้นธปท.จึงได้ปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้คิดค่าปรับจากฐาน “ยอดเงินต้นคงเหลือ” และให้สถาบันการเงินกำหนดช่วงระยะเวลาที่จะยกเว้นการเรียกเก็บค่าปรับไถ่ถอนก่อนกำหนด

       

“การลดค่าปรับไถ่ถอนลง เพื่อต้องการช่วยให้ลูกหนี้มีสิทธิที่จะรีไฟแนนซ์ โดยเลือกใช้บริการของสถาบันการเงินที่ให้ข้อเสนอดีกว่าได้ ถือเป็นการช่วยเพิ่มการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน และทำให้ตลาดรีไฟแนนซ์เกิดขึ้นในไทย” ผู้ว่าธปท.ระบุ

       

ประเด็นที่สอง เรื่องดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ สำหรับสินเชื่อเอสเอ็มอี สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล  เดิมสถาบันการเงินคิดคำนวนดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จากฐานของเงินต้นคงเหลือทั้งหมด ธปท.จึงได้ปรับเกณฑ์ใหม่เป็น คิดคำนวณจากฐาน ”เงินต้นของค่างวดที่ผิดนัดชำระ” เท่านั้น และกำหนดช่วงระยะเวลาผ่อนผันไม่คิดดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระ ในกรณีที่ลูกหนี้มีเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด โดยจะต้องแจ้งรายละเอียดของยอดหนี้ค้างชำระ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ ค่าธรรมเนียมทวงถามหนี้ให้ลูกหนี้รับทราบอย่างชัดเจนด้วย

 

ในส่วนกรณีลูกหนี้เดิม ที่อยู่ระหว่างเรียกเก็บดอกเบี้ยตามวิธีเดิม ขอให้สถาบันการเงินพิจารณาปรับลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยตามสมควร ผู้ว่า ธปท.บอกว่า การปรับปรุงในเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ นอกจากทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้มากขึ้นแล้ว จะช่วยลดโอกาสการเกิดปัญหาลูกหนี้ที่จะไม่สามารถชำระหนี้คืนได้ด้วย

       


ประเด็นที่สาม เป็นเรื่องการปรับปรุงค่าธรรมเนียมของ”บัตรเดบิตและบัตรเอทีเอ็ม” ซึ่งมีประชาชนถือบัตรดังกล่าวจำนวนมาก ธปท. พบว่า การยกเลิกบัตร ทางสถาบันการเงินมักจะไม่คืนส่วนต่างหรือคืนเมื่อมีการร้องขอเท่านั้น ดังนั้น จึงกำหนดเกณฑ์ใหม่ชัดเจนว่า จะต้องให้คืนค่าธรรมเนียมรายปีตามสัดส่วนระยะเวลาที่เหลือของบัตรนั้น ให้แก่ผู้ถือบัตรด้วย โดยไม่ต้องให้ผู้ถือบัตรมาร้องขอ

       

ส่วนกรณีการออกบัตรใหม่และรหัสทดแทน ซึ่งเดิม เจ้าของบัตรมักเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเวลาทำใหม่ ดังนั้นเกณฑ์ใหม่ กำหนดให้ “ยกเว้น”การเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว แต่หากว่าเป็นบัตรใหม่หรือรหัสทดแทนที่มีต้นทุนสูง อาจพิจารณาจัดเก็บได้ตามความเหมาะสม

       

 

ผู้ว่าธปท.ระบุว่า การปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ทั้งหมดนี้ เพื่อจะทำให้ลูได้รับความเป็นธรรมจากสถาบันการเงินมากขึ้น และจะช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการต่อระบบสถาบันการเงิน ที่สำคัญทำให้ผู้ให้บริการหรือสถาบันการเงิน มีการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

     

พร้อมกันนี้ ในระยะต่อไป ธปท. ยังมีแผนที่จะนำหลักการการคิดดอกเบี้ยและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ที่เป็นธรรม มาใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอื่นๆด้วย โดยยึดหลักการ 4 ข้อ คือ

 

  1. จะต้องสะท้อนต้นทุนจริงของการให้บริการ
  2. ต้องไม่เป็นภาระต่อผู้ใช้บริการจนเกินควร และต้องคำนึงความสามารถในการชำระของผู้ใช้บริการด้วย
  3. ต้องไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน
  4. ต้องทำการเปิดเผยอัตราค่าธรรมเนียมชัดเจน 



นอกจากนี้ธปท.จะจัดให้มีการเปรียบเทียบข้อมูลอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมต่างๆ ของผู้ให้บริการแต่ละรายด้วย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ใช้บริการและเพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เหมาะสมมากขึ้นด้วย

 

 

ชั่วโมงนี้ผู้ว่าธปท.ถือเป็นฮีโร่ที่ออกมาช่วย “ปลดแอก”ภาระค่าต๋งต่างๆของผู้ใช้บริการทางการเงิน และทำให้บรรดาสถาบันการเงินที่เป็นผู้ให้บริการ ถึงเวลาต้องปรับตัว และแน่นอนว่าย่อมได้รับผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

Share:

Related Stories