“เป็นหนี้”...ให้ ‘เป็นสุข’

ในยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่ต่างก็เป็น ‘หนี้’ เพราะเหตุผลหลายๆ อย่าง ซึ่งแตกต่างกันไปตามความจำเป็นและความต้องการของแต่ละบุคคล ควรเข้าใจว่าการเป็นหนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่หรือเลวร้ายเสมอไป เพราะบางอย่างก็จำเป็นที่จะต้องใช้ประโยชน์จากการเป็นหนี้ เช่น บ้าน ที่อยู่อาศัย ถ้าคิดจะเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านด้วยเงินสด โดยที่ปัจจุบันยังคงต้องเสียค่าเช่าอยู่นั้น ไม่แน่ว่าเมื่อถึงยามเกษียณก็ยังไม่สามารถซื้อได้ เพราะราคาบ้านและที่ดินก็เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นต้น

 

 

“หรือบางท่านก็เป็นหนี้เพื่อลงทุนในสินทรัพย์ที่จะสร้างรายได้สม่ำเสมอในอนาคต หรือหวังว่าจะเป็น passive income ก็เป็นวิธีที่นิยมทำกัน แต่อย่าลืมนึกถึงเวลาที่ไม่มีคนเช่า และค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาหรือค่าส่วนกลาง (ถ้ามี) ซึ่งเป็นรายจ่ายที่เราจำเป็นต้องจ่ายประจำด้วย”

           


การที่เราจะเป็นหนี้ให้เป็นสุขได้นั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถบริหารหนี้ได้ดีแค่ไหน
ที่จะไม่มารบกวนการใช้จ่ายหรือเป้าหมายการเงินอื่นๆ ของเรา ดังนั้นก่อนที่เราจะตัดสินใจเป็นหนี้หรือก่อหนี้เพิ่ม เราควรวางแผนการเงินสำหรับ ‘การบริหารหนี้’ กันเสียก่อน โดยวิเคราะห์จาก ‘อัตราส่วนทางการเงิน’ ในด้านสภาพคล่องและด้านหนี้สินของตนเอง

 

 

อัตราส่วนทางการเงินใน ‘ด้านสภาพคล่อง’ จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราทราบว่าเรามีความสามารถจ่ายชำระคืนหนี้ได้ทุกเดือนเป็นประจำโดยไม่เดือดร้อนหรือไม่ ซึ่งทำให้เห็นภาพในกรณีที่เราขาดรายได้ชั่วคราว หรือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน เราจะยังคงสามารถจ่ายหนี้ได้ตามกำหนดหรือไม่

 


อัตราส่วนทางการเงินใน ‘ด้านหนี้สิน’ จะช่วยให้เราทราบว่าเราเป็นหนี้ในสัดส่วนที่เหมาะสมหรือไม่ บางครั้งการเป็นหนี้ในอัตราที่สูงเกินไป อาจทำให้เราไม่มีเงินเก็บออมหรือลงทุนเพิ่ม ซึ่งทำให้เป้าหมายทางการเงินอื่นๆ เช่น เป้าหมายการเกษียณหรือเพื่อการศึกษาบุตรอาจไม่บรรลุตามที่ตั้งใจ

 

 

 

 

หากผลลัพธ์ที่ได้ ‘มากกว่า 1’ คือสามารถชำระหนี้ได้โดยไม่กระทบกับสภาพคล่อง ผลลัพธ์ถ้ายิ่งสูงจะยิ่งดี ถ้าได้ ‘น้อยกว่า 1’ นั่นหมายความว่า เราจะต้องนำเงินส่วนอื่นมาชำระหนี้เพิ่ม ซึ่งอาจเกินกว่ารายได้ที่หาได้ในแต่ละเดือน

 


 

* ถ้ามีค่า ‘ไม่เกิน 35%’ ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่มีความสามารถเพียงพอในการชำระคืนหนี้สิน

* ถ้า ‘เกิน 45%’ บ่งบอกว่าอาจไม่สามารถชำระคืนหนี้สินได้ในอนาคต

 

 

“ทั้งนี้ถ้าเป็นหนี้สินที่ไม่ใช่การจดจำนอง เช่น หนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ‘ไม่ควรเกิน 20%’ ของรายได้หรือรายรับรวม”

 

 

เมื่อได้ทราบถึงวิธีการคำนวณ ‘อัตราส่วนทางการเงิน’ แล้ว ท่านสามารถนำไปวิเคราะห์ได้ทั้งการ ‘ก่อหนี้ใหม่’ และ ‘มูลค่าหนี้สิน’ ที่มีในปัจจุบันว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ เพื่อที่ทุกท่านจะได้วางแผนการมีหนี้ได้อย่างสุขใจ และไม่ต้องกังวลในเรื่องการชำระคืนครับ

 

 

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand  , TFPA Facebook Fanpage และ  www.tfpa.or.th

Share: