แต่ละคน...มีวัตถุประสงค์การลงทุนที่ ‘แตกต่างกัน’

ในการลงทุนใดๆ ก็ตาม หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจก่อนเสมอ ก็คือ รูปแบบของผลตอบแทนที่ตนเองต้องการ หรือที่ในทางวิชาการเรียกกันว่า “วัตถุประสงค์ในการลงทุน (Investment Objectives)นั่นเอง

       

ทั้งนี้ก็เพราะบุคคลแต่ละคนมีวัตถุประสงค์ หรือความต้องการผลตอบแทนในรูปแบบที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ ทางเลือกในการลงทุนแต่ละประเภทก็มีคุณลักษณะ ตลอดจนผลตอบแทน และระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันไปอีกด้วย”

        

ดังนั้นผู้ลงทุนจึงควรทำความรู้จักกับรูปแบบผลตอบแทนที่ตนเองต้องการ หรือวัตถุประสงค์ในลงทุนกันเสียก่อน เพื่อที่จะได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

        

 

ในทางวิชาการ รูปแบบของผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุนใดๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 รูปแบบดังนี้ครับ

 

  1. ต้องการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุน (Capital Appreciation) เป็นรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไป เพื่อมุ่งหวังทำ “กำไรจากการลงทุน (Capital Gain)” เป็นหลัก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ซื้อมาในราคาที่ถูก แต่ขายออกไปในราคาที่สูง หรือแพงขึ้นนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทขนาดเล็ก แต่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูง หรือการลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทที่เพิ่มเริ่มก่อตั้ง เป็นต้น

 

แน่นอนว่าแนวทางการลงทุนรูปแบบนี้อาจมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์ที่ได้ลงทุนไป ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องสามารถยอมรับผลขาดทุนที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการลงทุนนั้นๆ ได้ หรือยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับสูง”

 

 

  1. ต้องการรายได้ประจำจากการลงทุน (Current หรือ Stable Income) เป็นรูปแบบที่ผู้ลงทุนต้องการกระแสเงินสดรับอย่างสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาการลงทุนที่กำหนด เพื่อนำมาใช้ในการเลี้ยงชีพ แนวทางการลงทุนจึงจำกัดอยู่ในสินทรัพย์ที่มีการจ่ายผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ เช่น การลงทุนในตราสารหนี้ที่มีการจ่ายดอกเบี้ยตลอดอายุของตราสาร การลงทุนในหุ้นสามัญที่มีการจ่ายเงินปันผลเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำมาปล่อยเช่า เป็นต้น

 


เนื่องจากเป็นการลงทุนที่เน้นการสร้างกระแสรายได้เพื่อให้มีกระแสเงินสดรับเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นระดับความเสี่ยงจากการลงทุนจึงมีตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงปานกลาง ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่ลงทุนนั่นเองครับ”

 

  1. ต้องการปกป้องเงินลงทุน (Capital Protection หรือ Preservation) เป็นรูปแบบที่ให้ความสำคัญกับการรักษามูลค่าของเงินลงทุนไม่ให้สูญหาย ด้อยค่า หรือขาดทุนจากการลงทุน เนื่องจากเงินลงทุนดังกล่าวอาจเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ หรือผู้ลงทุนอาจมีความจำเป็นต้องการใช้เงินในระยะสั้น

 


ดังนั้นแนวทางการลงทุนจึงเน้นที่ความปลอดภัยของเงินลงทุนเป็นหลัก เช่น การลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความเสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง เป็นต้น ส่งผลให้โอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนในระดับที่สูงเป็นไปได้ยาก ผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนรูปแบบนี้จึงน่าจะรับความเสี่ยงได้น้อย หรือแทบจะรับความเสี่ยงไม่ได้เลย


  1. ต้องการผลตอบแทนรวม (Total Return) เป็นรูปแบบที่ผสมผสานกันระหว่าง 3 รูปแบบข้างต้น ซึ่งไม่เพียงแต่ต้องการให้เงินลงทุนบางส่วนมีมูลค่าเพิ่มขึ้น หากยังต้องการให้เงินลงทุนบางส่วนก่อให้เกิดรายได้ประจำ รวมถึงต้องการปกป้องเงินลงทุนบางส่วนเพื่อเน้นความมั่นคงไว้ด้วย ดังนั้น ระดับความเสี่ยงที่เกิดจากแนวทางการลงทุนนี้จึงอยู่ในระดับกลางๆ

        

อย่างไรก็ตาม สำหรับในประเทศไทย ได้มีการกำหนดรูปแบบของผลตอบแทนที่ต้องการเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งรูปแบบ ก็คือ

 

  1. ‘ต้องการสิทธิประโยชน์ทางภาษี (Tax Benefits)’ ซึ่งเน้นที่การใช้สิทธิหักลดหย่อนทางภาษีตามที่ทางกรมสรรพากรได้กำหนดไว้ เช่น การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF: Retirement Mutual Fund) หรือการลงทุนในพันธบัตรบางประเภทที่ได้รับการยกเว้นภาษี เป็นต้น

        
“โดยทุกๆ หนึ่งบาทที่ประหยัดภาษีได้ ผู้ลงทุนก็สามารถนำมาออม หรือลงทุนต่อยอดให้งอกเงยขึ้นได้อีกด้วย”

        

 

ถึงตรงนี้ จึงกล่าวได้ว่า ‘รูปแบบของผลตอบแทนที่ต้องการจากการลงทุน’ หรือ ‘วัตถุประสงค์ในการลงทุน’ ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้ลงทุนควรให้ความสำคัญก่อนที่จะเริ่มต้นวางแผนการลงทุน ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ

Tags:
Share: