คาดหุ้นยัง sideway down หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงต่ำกว่า 60 เหรียญต่อบาร์เรล 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้ มีมุมมองเป็นกลางคาด SET Index แกว่งตัวในกรอบ 1,570 – 1,590 จุด แม้ว่าภาวะตลาดจะยังมีปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ผ่อนคลายลง รวมถึงสหรัฐ-จีนเตรียมเซ็นข้อตกลงการค้าเฟสแรกในวันที่ 15 ม.ค.นี้ ซึ่งเป็นบวกต่อทิศทางการลงทุน อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงหลุดต่ำกว่า 60 US/Barrel จะเป็นแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน และ Fund flow ต่างชาติยังคงชะลอตัวโดยล่าสุดเป็น Net Sell 2 วันติดต่อกันราว 1.9 พันลบ. รวมถึงการประกาศงบ 2019 ของกลุ่มธนาคารในช่วง 2 สัปดาห์นี้ที่คาดว่าจะยังคงชะลอตัวจะเป็นตัวฉุดให้ดัชนีแกว่งตัวผันผวน 

 

 

ประเด็นสำคัญวันนี้

 

  • (-) ดาวโจนส์และราคาน้ำมันลดลง ผิดหวังสหรัฐประกาศตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน ธ.ค.น้อยกว่าที่ตลาดคาด:เมื่อวันศุกร์ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 133 จุด (-46%) ปิดที่ระดับ 28,824 จุด ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 52 เซนต์ (-0.9%) ปิดที่ระดับ 59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ 1) นักลงทุนคลายกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และ 2) นักลงทุนผิดหวังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm payrolls) ของสหรัฐในเดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้นเพียง 145,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ Consensus คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 160,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตามในส่วนของอัตราการว่างงานยังทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.5% ต่ำสุดในรอบกว่า 50 ปี

  • (-) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 68 เดือน:ม.หอการค้ารายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของไทยเดือน ธ.ค.ลดลงสู่ระดับ 3 จาก 69.1 ในเดือน พ.ย. นับเป็นการลดลงทำสถิติต่ำสุดในรอบกว่า 68 เดือน เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลกับภาวะเศรษฐกิจไทยซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัว (ปี 2019 คาดโต 2.5-2.6% โตต่ำสุดในรอบ 5 ปี และปี 63 คาดโต 3.1% แต่มีแนวโน้มที่จะปรับประมาณการณ์) นอกจากนี้ประชาชนยังมีความกังวลกับปัญหาการเมืองหลังจากเริ่มมีประชาชนออกมารวมกลุ่มประท้วงและไม่เห็นด้วยกับแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ความเชื่อมั่นที่ลดลงจะกดดันให้ประชาชนลดการจับจ่ายใช้สอยเป็นลบกดดัน GDP

  • (+) คลังเตรียมผลักดันมาตรการ “ชิมช้อปใช้” เฟส 4 พร้อมเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่เป็นModern trade เข้าร่วมโครงการได้: กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างศึกษามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากที่มาตรการชิมช้อปใช้เฟส 3 จะสิ้นสุดโครงการในช่วงสิ้นเดือนนี้ โดยอาจจะขยายมาตรการเป็นเฟสที่ 4 ส่วนชิม ช้อปใช้เฟส 3 จะปรับปรุงเงื่อนไข โดยจะเปิดทางให้ผู้ประกอบการ Modern trade สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่จำกัดสาขาทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนใช้เงินในกระเป๋า 2 ให้มากขึ้น เป็น Sentiment บวกต่อผู้ประกอบการในกลุ่มค้าปลีก อาทิ ROBINS, CPALL, MAKRO, BJC, HMPRO โดยเราเลือก CPALL เป็น Top pick ของกลุ่ม

 

 

 กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy

 

  • กลุ่มอิเล็คฯ HANA, KCE, DELTA รับอานิสงส์สถานการณ์ตะวันออกกลาง และ Trade war ผ่อนคลาย
  • กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง STEC, CK, SEAFCO รัฐสภาผ่านร่างกฏหมายงบประมาณปี 63 ในวาระที่ 2 และ 3
  • กลุ่ม Defensive และงบ 4Q19F คาดว่าจะออกมาดีและดีต่อเนื่องในปีนี้: GPSC, GULF, CPF, SAWAD, MTC, JMT, BTS, BEM, INTUCH, ADVANC และ DTAC

 

หุ้นแนะนำวันนี้

 

  • CPALL (ปิด 25 ซื้อ/เป้า IAA Consensus 95)ได้ Sentiment บวกจากข่าวภาครัฐเตรียมต่อมาตรการชิมช้อปใช้เฟสจากเฟส 3 เป็นเฟส 4 และเตรียมปรับเงื่อนไขโดยอนุญาติให้ผู้ประกอบการ Modern trade และร้านสะดวกซื้อเข้าร่วมได้ทุกสาขา คาด CPALL ได้ประโยชน์มากสุดเพราะมีสาขาครอบคลุมครบทุกพื้นที่ของประเทศจึงเข้าถึงประโยชน์ได้มากกว่า

  • TU (ปิด 9 ซื้อ/เป้า 18.1)ทยอยสะสมมอง Downside limit ราคาหุ้นลดลงสะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว ทิศทางราคาทูน่าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของ TU ยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ (900$/ton เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนที่ 1,400$/ton) ส่งผลบวกโดยตรงต่อ Margin และ ผลกำไรของ TU 

 

Share: