“บลจ.กสิกรไทย”...จ่ายปันผลรับปีหนูทอง กว่า 200 ล้านบาท

“บลจ.กสิกรไทย”...ปลื้ม 2 กอง FIF ผลงานดี เตรียมปันผล ‘กอง K-GOLD’ & ‘กอง K-JP’ พร้อมกัน 14 ม.ค. นี้ คาดราคาทองระยะสั้น 1,350-1,450 ดอลล์ แนะกระจายการลงทุนไว้ในพอร์ต 5-10%


นายนาวิน อินทรสมบัติ Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจ่ายปันผล ‘กองทุนเปิดเค โกลด์ (K-GOLD)’ และ ‘กองทุนเปิดเค ญี่ปุ่น หุ้นทุน (K-JP)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ก.ค. - 31 ธ.ค. 19 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย โดยทั้ง 2 กองทุนมีกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 14 ม.ค. 20 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 271.50 ล้านบาท

 

(นาวิน อินทรสมบัติ)

 

สำหรับ ‘กอง K-GOLD’ มีนโยบายการลงทุนที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งในตลาดโลก โดยกองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือน และ 1 ปี อยู่ที่ 5.84% และ 15.09% ต่อปี ตามลำดับ และมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 4 ไตรมาสย้อนหลัง (Dividend Yield) อยู่ที่ 3.97% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 19) ทั้งนี้ นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อปี 2008 กองทุนมีการจ่ายปันผลรวมแล้วทั้งสิ้น 17 ครั้ง เป็นเงิน 4.75 บาทต่อหน่วย


“จากสถานการณ์โลกในช่วงนี้ที่ยังคงมีความไม่แน่นอนจากประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ประเด็น Brexit รวมถึงประเด็นความไม่สงบในตะวันออกกลาง เป็นต้น ทำให้ผู้ลงทุนมีความต้องการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หนุนให้ราคาทองคำสูงขึ้น โดยมองกรอบราคาทองคำในระยะสั้นอยู่ที่ระดับ 1,350 – 1,450 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์โลก และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารของประเทศแกนหลัก ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำได้ ทั้งนี้บริษัทแนะนำให้ลงทุนใน ‘กอง K-GOLD’ เป็นสัดส่วน 5-10% ของพอร์ต เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง”  


ส่วน ‘กอง K-JP’ มีนโยบายการลงทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทของญี่ปุ่นที่มีผลประกอบการดี มีความสามารถทางการแข่งขันสูง และมีความยั่งยืนในการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่จำกัดหมวดหมู่ของอุตสาหกรรมหรือขนาดของบริษัทเพื่อความคล่องตัวในการลงทุน โดยกองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือน และ 1 ปี อยู่ที่ 11.26% และ 15.53% ต่อปี ตามลำดับ และมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 4 ไตรมาสย้อนหลัง (Dividend Yield) อยู่ที่ 1.99% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 19) ทั้งนี้ นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อปี 2014 กองทุนมีการจ่ายปันผลรวมแล้วทั้งสิ้น 9 ครั้ง เป็นเงิน 2.55 บาทต่อหน่วย


นายนาวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของญี่ปุ่น มีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.8% จากการบริโภคก่อนที่มาตรการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือผลกระทบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ด้าน ‘ธนาคารกลางญี่ปุ่น’ คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และได้ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันให้เงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% เพื่อมุ่งให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพด้านราคา (Price Stability) และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังคงต้องจับตาประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้


“บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจาก ราคาหุ้นญี่ปุ่นถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐและยุโรป โดยแนะนำให้ลงทุนใน ‘กอง K-JP’ เป็นสัดส่วน 5% ของพอร์ต”

Share: