The Conversation EP.9 ตลาดหุ้น 2020 จะไปทิศทางไหน?

ตั้งแต่ตลาดหุ้นเปิดทำการมาเกือบ 2 สัปดาห์ยังไม่มีข่าวดีเลย มีแต่ความผันผวนที่คอยฉุดให้ตลาดหุ้นลงอย่างต่อเนื่อง หรืออย่างดีก็อาจจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ (ไซต์เวย์) แทน The Conversation ตอนนี้เลยอยากย้ำทิศทางตลาดหุ้นปีนี้ให้นักลงทุนฟังกันชัดๆ อีกครั้งว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่คอยพยุงตลาดหุ้น หรือปัจจัยอะไรบ้างที่ต้องระมัดระวังกัน โดยคุณสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด จากงานแถลงข่าวประจำปี

 

 

 

Q : ประเมินสถานการณ์สหรัฐ-อิหร่านอย่างไรบ้าง

 

A : ความเสี่ยงการเมืองโลกยังไม่จบ แต่มองว่าไม่ได้รุนแรง เพียงแต่อาจจะเห็นความถี่เป็นช่วงๆ ไม่ได้ถูกยกระดับจนเกิดเป็นสงครามเต็มรูปแบบ ถามว่าสิ่งที่ 2 ฝ่ายต้องการคืออะไร นั่นก็คือการตกลงกัน ดังนั้นหากมีการเจรจาก็อาจจะคล้ายกับสงครามการค้า เพราะฉะนั้นคิดว่าตลาดจะคลายความกังวลได้ ทั้งนี้จะต้องรอดูหลังเลือกตั้งสหรัฐ ถ้ามีการเปลี่ยนผู้นำ นโยบายก็อาจจะเปลี่ยนแปลงรวมถึงเรื่องนี้ด้วย

 


สงครามสหรัฐกับอิหร่านเกิดมาตั้งแต่ปี 2015 โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีผลกับราคาน้ำมัน ซึ่งในปีนี้ประเมินว่าราคาน้ำมันจะขึ้นไปแตะ 75 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้านี้ทั้ง 2 ประเทศก็ใช้โดรนตอบโต้กันเป็นระยะๆ

 

 

Q : ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางต้องติดตามต่อเนื่อง
แล้วแนวโน้มตลาดหุ้นปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง

 

A : ช่วงไตรมาส 4/62 ตลาดหุ้นทั่วโลกสะท้อนด้านบวกไปแล้ว เช่นโมเมนตัมของตลาดหุ้นสหรัฐที่ทำให้หุ้นบวก 5% ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่ยังไม่ขึ้นตามหุ้นประเทศอื่นๆ เพราะฉะนั้นเชื่อว่าปีนี้จะเป็นปีของตลาดกลุ่มประเทศเกิดใหม่แน่นอน เพราะเรา “แลคการ์ด” ตลาดขณะที่หุ้นเป็นขาขึ้นทั่วโลก บวกกับปัจจัยใหญ่ๆ 3 ข้อ ได้แก่ ดอกเบี้ยสหรัฐ Inverted Yield Curve และสงครามการค้าที่ความเสี่ยงถูกแก้ไปแล้ว และจะผ่อนคลายขึ้นในปีนี้ ทำให้ตลาดหุ้นมีจุดลงตัว (sweet spot)

 

 

  1. เงินเฟ้อต่ำ
  2. ดอกเบี้นลด สภาพคล่องสูง
  3. อีเว้นท์ใหญ่ เช่น สงครามการค้าคลี่คลาย

ทำให้สินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะหุ้นวัฎจักรกลับมาดี สอดคล้องกับที่นักลงทุนทั่วโลกมองตรงกันว่าจะขึ้น ขณะเดียวกันปัจจัยเศรษฐกิจฟื้นตัว 

 

เพราะฉะนั้นในครึ่งปีแรก SCBS จึงมองว่าหุ้นทั่วโลกฟื้นตัว สงครามการค้าคลี่คลายในไตรมาสแรก จึงตั้งเป้าดัชนีหุ้นที่ระดับ 1,700-1,750 จุด ส่วนคำถามที่ว่าดัชนีหุ้นจะขึ้นไปถึง 1,800 จุดหรือไม่ อาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนยังมีความเสี่ยงจากภัยแล้งที่กระทบกำลังซื้อ แม้ว่าจะมีมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลที่ลดผลกระทบได้บ้าง แต่โดยรวมตลาดมีศักยภาพมากกว่าปีที่แล้ว

 

 

Q : ย้ำปัจจัยสนับสนุนตลาดหุ้นอีกครั้ง นอกจากตลาดหุ้นไทยแลคการ์ด และเทรดวอร์คลี่คลายยังมีปัจจัยอะไรอีกบ้าง?

 

A : ที่เห็นเด่นๆ ก็คือหุ้นวัฏจักรเพราะปีที่แล้วฐานพลังงานต่ำ เศรษฐกิจเข้าสู่จุดต่ำสุดช่วงปลายปี บวกกับหุ้นที่เทรดอยู่บนมูลค่าที่ไม่แพง เพราะฉะนั้นกลุ่มวัฎจักรจึงได้เปรียบในช่วงสั้นๆ ซึ่งก็หมายถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน-โรงกลั่น ได้ผลประโยชน์ระยะสั้น ที่ปรับขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ย จะได้ราคาตามปัจจัยพื้นฐานตามหุ้นแต่ละตัว โดยมองหุ้นกลุ่มนี้ทาร์เก็ตไพร้ซ์เพิ่มขึ้นมากที่สุด แนะนำเก็งกำไร PTTEP ส่วนกลุ่มที่ต้องระมัดระวังคือหุ้นกลุ่มการบิน เนื่องจากมีความเสี่ยงเรื่องต้นทุนราคาน้ำมันในช่วงที่ตลาดผันผวน จากปัจจัยการเมืองโลก

 

 

 

Q : สุดท้ายปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อตลาดหุ้นมีอะไรบ้าง               

 

 

A :  สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อตลาดทุน SCBS ประเมินไว้ 3 ข้อ โดยเรื่องที่ให้น้ำหนักมากที่สุดคือ สถานการณ์ภัยแล้งในประเทศ เนื่องจากปัญหาภัยแล้งส่งผลทางตรงต่อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งมีโอกาสท้าให้กำลังซื้อภาคเกษตรหดตัวลง โดยหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก (CPALL, BJC, MAKRO, GLOBAL, DOHOME) มองกำลังซื้ออ่อนแอ จากผลผลิตการเกษตรที่ลดลง และอีกกลุ่มคือลิซซิ่ง (MTC,SAWAD) มองว่า NPL มี โอกาสสูงขึ้นจากรายได้เกษตรที่ลดลง

 

ปัจจัยเสี่ยงที่ 2 คือความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน แต่ตลาดมีการรับรู้ประเด็นนี ไปบ้างแล้ว และอยู่ระหว่างการจับตาความตึงเครียดที่อาจมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นระยะๆ ไป โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ คือหุ้นกลุ่มขนส่ง (AAV, THAI, NOK, BA, PRM, PSL, TTA, WICE) โดยมองว่าต้นทุนด้านการดำเนินงานสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน

 

และสุดท้ายปัจจัยเสี่ยงที่ 3 ที่มองว่ามีน้ำหนักเบาที่สุด ก็คือโรคปอดบวมที่กำลังระบาดในจีน โดยเหตุผลที่มองว่ามีความเสี่ยงต่ำ ก็เพราะว่าโรคดังกล่าวยังไม่แพร่ระบาดในประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีประสบการณ์ในการควบคุมการแพร่ระบาดหลายโรค เช่น โรค SARS ในปี 2003 และโรค MERS ในปี 2015 โดยหุ้นที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วยหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว (MINT, CENTEL, ERW ) แต่ก็น่าจะเป็น Sentiment เชิงลบระยะสั้น โดยยังต้องจับตาการระบาดของโรคก่อน และอีกกลุ่มคือ หุ้นค้าปลีก (BJC, MAKRO) ได้รับกระทบเชิงอ้อมจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

 

 

ดังนั้นสุดท้ายแม้ว่าปีนี้ตลาดหุ้นยังผันผวน แต่ปัจจัยใหญ่ๆ ทั้งเรื่องสภาพคล่องในตลาดการเงินจากการลดดอกเบี้ย บวกกับสงครามการค้าที่เริ่มจะคลี่คลายจริงๆ น่าจะทำให้ตลาดหุ้นปีนี้ไปต่อได้ แต่อาจจะเป็นรูปแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

Share: