AWC จับมืออินเตอร์คอนฯ ลุยโรงแรมเพิ่ม 1.2 พันห้อง

Highlight

 

  • วางทำเลด้านการท่องเที่ยวทั่วประเทศไทย
  • ประเดิมที่แรกเชียงใหม่ ลุยพัฒนา 306 ห้อง
  • ดันห้องพักเฉลี่ยพุ่ง 6,000 บาทต่อคืน
  • พร้อมโชว์โรงแรมในพอร์ต 4,869 ห้อง
  • ย้ำ 5 ปีเพิ่มเป็น 8,506 ห้อง

 

 

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า บริษัทได้ลงนามกรอบความตกลงด้านการบริหารจัดการโรงแรมร่วมกับ อินเตอร์คอนติเนนตัล โฮเต็ลส์ กรุ๊ป (IHG) เพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาโรงแรม ทั้งในรูปแบบการปรับโฉม และพัฒนาโรงแรมใหม่ รวมกว่า 1,200 ห้อง ภายใต้แบรนด์ในเครือประมาณ 5 แห่ง  ในจุดมุ่งหมายด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญต่าง ๆ ในประเทศไทย ภายใต้มาตรการบริหารจัดการระดับโลกของ IHG ซึ่งมีสัญญาบริหารอยู่ที่ 15 +5+5 ปี

 

 

ทั้งนี้จะเริ่มต้นจากการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อโรงแรม อิมพีเรียลแม่ปิง จำนวน 306 ห้อง เป็นโรงแรม อินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง เบื้องต้นประเมินว่าภายหลังการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อโรงแรมแล้ว มูลค่าโครงการจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท

 


นอกจากนี้ยังประเมินว่า ภายหลังการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อโรงแรมดังกล่าว คาดว่าราคาคาห้องพักเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 6,000 บาทต่อคืน จากเดิมที่ราคาค่าห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ระดับกว่า 1,000 บาทต่อคืน ละคาดว่าจะะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่ระดับ 12%

 

 

โดยโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิง มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2564 และจะเปิดดำเนินการส่วนขยายทั้งหมดที่เสร็จอย่างเต็มรูปแบบในปี 2565 เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของโรงแรมและการบริการที่หรูหราในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นจังหวัดที่สำคัญทางภาคเหนือของประเทศไทย ทั้งยังเป็นจุดหมายปลายทางที่ลงตัว สำหรับนักเดินทางที่ต้องการไปพักผ่อนและกลุ่มไมซ์ (MICE) โดยคาดว่าในปีแรกอัตราการเข้าพัก (OCC) จะอยู่ที่กว่า 60% และจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 80% ในอนาคต

 


สำหรับโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิงตั้งอยู่ภายในตัวเมืองเชียงใหม่ ไม่ไกลจากเชียงใหม่ไนท์บาซาร์ที่มีชื่อเสียง ประตูท่าแพ ตลาดวโรรส และสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ โรงแรมอินเตอร์ คอนติเนนตัล เชียงใหม่ แม่ปิงแห่งนี้ พร้อมเป็นที่พักอันหรูหราสำหรับทั้งนักเดินทางและนักธุรกิจไมซ์  ด้วยห้องพักจำนวน 306 ห้อง ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 6 แห่ง และพื้นที่กว่า 3,600 ตารางเมตรสำหรับการจัดการประชุม การจัดกิจกรรม และการพบปะสังสรรค์ทั้งภายในและภายนอก

 

 

ส่วนภาพรวมของการท่องเที่ยวของเชียงใหม่จะเปี่ยมด้วยชีวิตชีวายิ่งขึ้นหลังการขยายพื้นที่ของสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขีดความสามารถ ในการรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 16 ล้านคนในปี 2565 และสนามบินแห่งที่ 2 ของจังหวัดเชียงใหม่ ในเขตอำเภอสันกำแพงซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ภายในปี 2568 จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 10 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้อุตสาหกรรมไมซ์และการประชุมในระดับระหว่างประเทศในเชียงใหม่นั้น มีการเติบโตถึง 250%ในระหว่างปี 2556 ถึงปี 2561

 

 

นางวัลลภากล่าวอีกว่า ในอนาคตบริษัทคาดว่าจะยังคงสานต่อความเป็นพันธมิตรระยะยาวร่วมกับ IHG เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่ง ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการพิจารณานำสินทรัพย์ในกลุ่มโรงแรม จำนวน 8 แห่ง (ทั้งโรงแรมเดิมและโรงแรมพัฒนาใหม่) มาปรับปรุงและปรับเปลี่ยนแบรนด์ ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการผ่านแบรนด์ในเครือของ IHG โดยประกอบด้วย โรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่, พัทยา, เชียงราย, หัวหิน, ย่านไชน่าทาวน์, เจริญกรุง, ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และบางนา ซึ่งสัดส่วนโรงแรมเดิมประมาณ 50% ส่วนโรงแรมสร้างใหม่จะมีสัดส่วน 50%

 

 

ขณะเดียวกันปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ในกลุ่มโรงแรมที่เปิดให้บริการแล้วรวมจำนวนรวมทั้งสิ้น 16 แห่ง มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้น 4,869 ห้อง โดยวางเป้าหมายภายใน 5 ปีจากนี้ จะมีห้องพักเพิ่มเป็น 8,506 ห้อง เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างแข็งแกร่ง

 

 

สำหรับ IHG คือบริษัทชั้นนำระดับโลก ที่มีเครือโรงแรมในพอร์ตโฟลิโอมากมาย โดย IHG ประกอบธุรกิจ แฟรนไชส์ ให้เช่า บริหาร และเป็นเจ้าของโรงแรมเกือบ 5,800 แห่ง และ 865,000 ห้องพักในกว่า 100 ประเทศ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีกกว่า 1,900 โรงแรม นอกจากนี้ IHG ยังจัดให้มีโปรแกรมตอบแทนความภักดีระหว่างแบรนด์กับกลุ่มลูกค้าทั่วโลก (Global Loyalty Programme) ภายใต้ชื่อ ไอเอชจี รีวอร์ดส คลับ IHG® Rewards Club ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 100 ล้านคน

 

Tags:
Share: