เทรนด์หุ้นโรงกลั่น-ปิโตรเคมี ปัจจัยบวก-ลบมากน้อยแค่ไหน?

 

ปิโตรเคมีคืออะไร? 




คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์เป็นเวลานาน ภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง ส่วนผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันเราทั้งสิ้น อาทิ สบู่และผงซักฟอก รวมทั้งพวกตัวเครื่องโทรทัศน์ ตู้โทรทัศน์ หมวกกันน็อก อุตสาหกรรมสี ทินเนอร์ กาว ยาฆ่าแมลง ขวดใส่อาหาร ถุงใส่อาหารร้อน เสื้อผ้า เครื่องนุ่งหุ่ม เครื่องสำอาง เป็นต้น ซึ่งแทบจะทุกอย่างในชีวิตประจำวันเราเลยก็ว่าได้

 

 

ส่วนธุรกิจโรงกลั่นนั้น โรงกลั่นน้ำมันเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ใช้เงินลงทุนสูง โดยโรงกลั่นแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ โรงกลั่นแบบธรรมดา ซึ่งมีกระบวนการกลั่นแบบ Distillation ที่ทำการแยกส่วนประกอบน้ำมันดิบเป็น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ตามองค์ประกอบของน้ำมันดิบแต่ละชนิด

 


และโรงกลั่นแบบคอมเพล็กซ์ เป็นโรงกลั่นที่มีหน่วยเปลี่ยนสภาพของผลิตภัณฑ์ (Cracking units) ที่มีต้นทุนการลงทุนสูงกว่า ซึ่งเป็นกระบวนการเพิ่มเติมจากกระบวนการกลั่นแบบ Distillation จึงสามารถปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดหนักที่มีมูลค่าต่ำให้เป็นน้ำมันชนิดเบาขึ้นซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าได้

 


หุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี ถือว่ามีผลต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยอย่างมาก ซึ่งมีกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ในแต่ละวันมีปริมาณการซื้อขายในระดับสูง โดยหุ้นกลุ่มโรงกลั่น และปิโตรเคมี ที่เราเห็นกันบ่อยๆ เช่น SCC, PTTGC, IVL, IRPC, TOP, BCP, SPRC, ESSO เป็นต้น ซึ่งในหุ้นบางตัวก็จะทำธุรกิจทั้งโรงกลั่น และปิโตรเคมีด้วย

 

 

จับเทรนด์น่าสนใจแค่ไหน?

 


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด ระบุว่า ราคาแนฟทาที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคา PE ซึ่งปรับตัวลดลง 1-4% ท่ามกลาง กิจกรรมการซื้อขายที่เงียบเหงาในช่วงเทศกาลปีใหม่ ข่าวดีเกี่ยวกับข้อพิพาทการค้าระหว่าง สหรัฐฯ กับจีนดูเหมือนจะช่วยสนับสนุนราคาผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินส์ได้เพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีอุปทานในตลาดจํานวนมาก เราคาดว่าส่วนต่างราคา PE จะลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะต้นทุนแนฟทาสูงขึ้น สอดคล้องกับราคานํ้ามัน โดยมีสาเหตุมาจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์



สเปรดเบนซีน-แนฟทาพุ่ง

 

ส่วนต่างราคาเบนซีน-แนฟทาปรับตัวเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง โดยได้รับปัจจัยกระตุ้นจากอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปลายนํ้าอย่าง PS และ ABS ราคาผลิตภัณฑ์ปลายนํ้าเหล่านี้ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่ายังตํ่ากว่า 1 ปีก่อนอยู่ 6-14% แนวโน้มเช่นนี้ อาจจะส่งสัญญาณว่าราคา PS และ ABS ทําจุดตํ่าสุดไปแล้ว เราเชื่อว่าแนวโน้มเช่นนี้อาจจะสะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุปสงค์สินค้าคงทน หลังจากภาวะตลาด (หลักๆ ในจีน) ตกตํ่าเป็นเวลาหลายเดือน

 

 

ทั้งนี้ยังต้องติดตามดูสถานการณ์ต่อไปว่าการฟื้นตัวจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ พบสัญญาณบวกสําหรับ integrated PET/PTA ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ integrated PET/PTA ในภูมิภาคเอเชียอยู่ในระดับทรงตัวติดต่อกัน 3 สัปดาห์แล้ว เพราะราคา PET และ PTA ทรงตัว เนื่องจากตลาดยังคงเงียบเหงาในช่วงปลายปี เราคาดว่าการกลับมาเก็บสต็อกจะทําให้อุปสงค์กลับคืนมา โดยได้รับปัจจัยกระตุ้นจากความคาดหวังเชิงบวกเกี่ยวกับการลงนามในข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในกลางเดือนม.ค.

 


PTTGC-IVL รับผลบวก

 

นอกจากนี้ส่วนต่างราคา MEG ก็ยังอยู่ใน ระดับที่แข็งแกร่ง โดยปรับขึ้นอีก 7% สู่ 150 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน เทียบกับ 30ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน ในช่วง 2 เดือนก่อน โดยแนวโน้มเช่นนี้น่าจะส่งผลดีต่อผู้ผลิตครบวงจรอย่าง IVL ในขณะที่ PTTGC ก็น่าจะได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน แต่อาจจะน้อยกว่า เนื่องจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ ต่อเนื่องในพอร์ตผลิตภัณฑ์ของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้น

             

 

ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประเมิน ไตรมาส 4/2562 กลุ่มก๊าซ&น้ำมัน และโรงกลั่นจะมีกำไรดีขึ้นทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาส 3/2562 เนื่องจากมีกำไรในสต็อกและ FX แต่กลุ่มปิโตรฯจะไม่ดี เพราะสเปรดแคบลงและขาดทุนสต็อก ส่วนกลุ่มท่องเที่ยว&ค้าปลีกโตจากไตรมาส 3/2562 ตามปัจจัยฤดูกาล+มาตรการกระตุ้นของรัฐบาล กลุ่มที่พักอาศัยกำไรดีขึ้น จากไตรมาส 3/2562  โดยรวมคาดกำไรตลาด ไตรมาส 4/2562 ไว้ 2.0-2.2 แสนล้านบาท โตจากไตรมาส 4/2561ที่มีกำไรเพียง 1.2 แสนล้านบาท

 

4 ปัจจัยที่ฉุดผลประโยชน์ IMO

 

4 ปัจจัยที่กังวลว่าจะฉุดผลประโยชน์ที่จะได้รับจาก IMO 2020 คือ 1.ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ราว 40% (โดยคำนวณถึงสิ้น 23 ธ.ค.62) , 2.ค่าขนส่งสูงขึ้น 109% 3. มีซับพลาย GO/JET/ULG เพิ่มขึ้น จากการปรับ Product mix ในการผลิต และ 4. มีกำลังการผลิตเข้ามาเพิ่ม 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ในปี 63 ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ผลประโยชน์จาก IMO 2020 อาจจะน้อยกว่าที่ประเมินไว้

 

 

คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/2562 ของกลุ่มโรงกลั่นจะดีจากกำไรสต็อกและ FX ทั้งนี้แม้ว่า Core profit ในไตรมาส 4/2562 จะอ่อนลง แต่ก็ได้แรงหนุนจากกำไรสต็อกประมาณ 3.2 ดอลลาร์/บาร์เรล เทียบกับช่วง ไตรมาส 4/2561 และ ไตรมาส 3/2562ที่ขาดทุนสต็อก 21 และ 4 ดอลลาร์/บาร์เรล ตามลำดับ และในไตรมาส 4/2562 จะมีกำไร FX ราว 0.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐในเงินกู้ยืมรูปดอลลาร์ด้วย



ให้ TOP เป็น Top pick ของกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจาก 1. คาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/2562 จะฟื้นตัวทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสก่อน 2. ใช้น้ำมันดิบ Light crude ต่ำ, 3.มีส่วนสูญเสีย (Fuel loss) ต่ำ, 4.มีต้นทุนดำเนินงานที่เป็นเงินสดต่ำที่สุด และ 5. ได้ประโยชน์จาก IMO 2020 มากที่สุด

 


TOP- SPRC เด่นสุด

 


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จํากัด ระบุว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และการลดการผลิตของ OPEC จะช่วยหนุนราคาน้ำมันในระยะสั้น ส่วนการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบจะส่งผลดีต่อโรงกลั่นไทยในกรณีที่อุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปสูงเท่านั้น แต่ปัจจุบัน crack spread ของดีเซลยังไม่เพิ่มขึ้นมากนัก เราจึงประมาณการว่าค่าการกลั่นตลาดของโรงกลั่นไทย YTD ยังต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ประมาณ 2 เหรียญสหรัฐบาร์เรล

 

 

และถึงแม้โรงกลั่นอาจมีกำไรจากสินค้าคงเหลือ แต่เราเชื่อว่าประมาณการกำไรต่อหุ้นของ consensus ยังมี downside risk ขณะที่เรายังแนะนำ Overweight กลุ่มโรงกลั่น แม้ผลกำไรจะมีความเสี่ยงในระยะสั้นจากแรงกดดันต้นต้นทุนน้ำมันดิบ โดยTop pick ของเราคือ TOP เป้าหมาย 12.20 บาท (มีเรือของบริษัทเองช่วยลดผลกระทบจากค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้น) และ SPRC เป้าหมาย 79 บาท (สามารถจัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นผ่านผู้ถือหุ้นใหญ่คือ Chevron) ทั้งนี้เราเล็งเห็นปัจจัยบวกในระยะสั้นจากแนวโน้มที่ crack spread ดีเซลจะเพิ่มสูงขึ้น ส่วน downside risk คือการที่ต้นทุนน้ำมันดิบและค่าขนส่งสูงกว่าคาด

 

 

นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ไอร่า จำกัด (มหาชน) แนะกลยุทธ์การลงทุนในปี 63  โดยแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่ม Global Play (พลังงาน โรงกลั่น และ ปิโตรเคมี) อาทิ PTTEP, PTTGC, TOP, SPRC และ IVL เนื่องจากเป็นหุ้นที่อิงกับปัจจัยต่างประเทศ จากสถานการณ์สงครามทางการค้ากลับมามีสัญญาณเชิงบวกอีกครั้งและราคาน้ำมัน  ที่มีโอกาสปรับขึ้นจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 

Share: