สถานการณ์ค่าเงินบาทอ่อน 1% ในช่วงต้นปี ธปท.แจงประเด็นแทรกแซง - ไม่มีQE - จุดบอดกองทุนมั่งคั่ง

สถานการณ์ค่าเงินบาทเปิดต้นปี 2563 ผ่านมา โดยในช่วงสองสัปดาห์มีทิศทางเคลื่อนไหวอ่อนค่าลง เป็นคนละภาพกับสิ้นปี 2562 ที่เคลื่อนไหวทิศทางแข็งค่าจนหลุดมาปิดระดับ 29.96/98 บาท/ดอลลาร์ ตอกย้ำภาพค่าเงินบาทเคลื่อนไหวสองทิศทางที่แบงก์ชาติส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว โดยล่าสุด (13 ม.ค.2563) ค่าเงินบาทปิดตลาดอยู่ที่ 30.20/22 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจากสิ้นปีที่แล้วราว 1%



ปีนี้ทิศทางค่าเงินบาทจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ความน่ากังวลค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ระดับใด และมีความจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม เมื่อไหร่ มาฟังคำตอบจากแบงก์ชาติกัน นับเป็นการออกมาแถลงข่าวครั้งที่สองในรอบครึ่งเดือนแรกของปีนี้



โดยครั้งนี้ นายเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาส่งสัญญาณชัดเจนว่า ปัญหาค่าเงินบาทแข็ง ก็ยังมีความกังวลอยู่และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ที่สำคัญเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้ตรงจุดและต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งแบงก์ชาติ ภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบัน ทั้ง 3 ฝ่ายมีการพูดคุยหารือสถานการณ์กันอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานแล้ว รวมถึงแนวทางช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทุกๆฝ่าย ดังนั้นเครื่องมือการดูแลแบบร่วมมือกัน เปรียบเสมือนการดูแลแบบธรรมชาตบำบัด จะได้ผลดีกว่า

 


“แต่หากจะให้ธปท. ดูแลฝ่ายเดียว จะออกมาเป็นลักษณะมาตรการที่รุนแรงได้หรือยาแรง ซึ่งไม่เป็นผลดีมาก”

 

อย่างไรก็ตาม แบงก์ชาติมองว่า ปัญหาค่าเงินบาทเป็นเพียงแค่อาการที่สะท้อนออกมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งที่ผ่านมา ได้เข้าแทรกแซงค่าเงินการใช้นโยบายการคลังอื่นๆ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาปลายเหตุเท่านั้น สิ่งที่ต้องแก้ปัญหาต้นเหตุของเงินบาทแข็งค่าคือ การเกินดุลการค้าต่อเนื่อง เพราะประเทศไทยมีการส่งออกสินค้ามากกว่าการนำเข้าสินค้า เรียกว่าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงอยากให้ภาคเอกชนและภาครัฐช่วยกันแก้ไข นำโดยวิธีการ

 

  1. การเพิ่มนำเข้า เพราะในภาวะที่ค่าเงินบาทแข็ง ฝั่งผู้นำเข้าจะได้รับประโยชน์ ดังนั้นการจะเพิ่มนำเข้าได้ จะต้องมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือลงทุนเครื่องจักรยกระดับการผลิตให้สูงขึ้น โดยปกติประเทศไทยจะมีการนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักรปีละ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้นทุกๆ 1 บาทที่แข็งค่าขึ้น จะช่วยประหยัดเงินได้ราว 5 หมื่นล้านบาททีเดียว ซึ่งหากธุรกิจเห็นโอกาสนี้ จะสามารถสร้างความได้เปรียบกับคู่แข่งขัน ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต


  2. ด้านหนี้ต่างประเทศทั้งภาคธุรกิจและเอกชนที่มียอดราว 1 แสนล้านดอลลาร์ จะมีหนี้ลดลงตามค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ดังนั้นทุกๆ 1 บาท ที่แข็งค่า คนมีหนี้ต่างประเทศ จะลดลงราว 1 แสนล้านบาท ซึ่งคนเหล่านี้จะได้ประโยชน์หากมีการชำระหนี้คืน


  3. ประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันดิบปีละ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้นทุกๆ 1 บาทที่แข็งขึ้น จะช่วยประหยัดต้นทุนของประเทศได้ราว 2 หมื่นล้านบาท ถือเป็นต้นทุนที่ถูกลงของภาคธุรกิจและประชาชน

 



นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันคือ การลดแรงซื้อเงินบาทจากภาคส่งออก ซึ่งเมื่อปลายปีที่แล้ว ธปท.ได้ออกมาตรการให้ผู้ส่งออกสามารถเก็บรายได้ไว้ในบัญชีเงินตราต่างประเทศ (FCD) หรือเปิดให้สามารถหักชำระรายจ่าย เช่น ค่าแรง วัตถุดิบต่างๆ ฯชลฯ และแลกคืนเงินดอลลาร์เฉพาะส่วนที่เหลือเท่านั้น และอีกมาตรการที่ออกคือสนับสนุนให้คนไทยและนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนรวม ประกัน ออกไปลงทุนหลักทรัพย์ในต่างประเทศเพิ่มขึ้น

 


ส่วนเรื่องที่มีการเสนอให้จัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่นคง(SWF) เพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทนั้น นายเมธีกล่าวว่า ต้องดูว่าการจัดตั้งกองทุนนี้เพื่อวัตถุประสงค์อะไร เนื่องจากปัจจุบันเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ได้มีการออกไปลงทุนสินทรัพย์ในต่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นการจัดตั้งกองทุนนี้ จะเป็นเพียงการย้ายเงินเท่านั้น ซึ่ง”ไม่ได้ช่วย”ให้ค่าเงินบาทอ่อนค่า นอกจากนี้ขณะนี้มูลค่าของสินทรัพย์ต่างประเทศเพิ่มขึ้นสูงแล้ว ดังนั้น หากไปลงทุนในช่วงนี้ อาจจะกลายเป็นซื้อของแพง อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ออกไปลงทุนต่างประเทศเพื่อต้องการกระจายความเสี่ยงนั้น การบริหารความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน จะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ลงทุนนั้นๆ

 


“ปีนี้การอ่อนค่าของเงินบาทต้นปี ทำให้เห็นการเคลื่อนไหวสองทิศทาง ดังนั้นคนที่จะทำ hedging หรือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินต่างประเทศ อาจไม่ต้องทำถึง 100% เหมือนปีที่แล้วที่แข็งค่า“ รองผู้ว่าธปท.แนะนำ

 


พร้อมกันนี้ ธปท.ได้แจกแจงสิ่งที่ธปท.ได้ดำเนินการในปี 2562 ที่ผ่านมา ดังนี้

 

1.แบงก์ชาติ “ยอมรับ” เต็มๆ คำ เรื่องการเข้าแทรกแซงค่าเงินบาท ที่ทำมาอย่างต่อเนื่องหลายปี เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ธปท. จึงได้เข้าไปซื้อเงินดอลลาร์และขายเงินบาทออก โดยเปิดเผยข้อมูลผ่านตัวเลขเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ในข่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2015 - 2019) เพิ่มขึ้นเกือบ 8 หมื่นล้านดอลลาร์ คิดเป็นสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้จากการค้าขายสินค้าและบริการกับต่างประเทศ จึงทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีเงินทุนสำรองฯ ติด “อันดับต้นๆ ของโลก”



“สะท้อนว่าแบงก์ชาติได้เข้าดูแลค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดด้วยการซื้อเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ปกติหากธปท.ไม่ได้เข้าดูแลค่าเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา เงินทุนสำรองฯจะไม่เพิ่มขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาทก็อาจจะเห็นแข็งค่ากว่าระดับปัจจุบัน” รองผู้ว่าการธปท.ชี้แจง

 

สำหรับปีนี้ธปท.บอกว่า แนวทางการแทรกแซงขึ้นกับสถานการณ์ และหากรุนแรงจะเห็นการออกมาตรการใหม่ๆ เพิ่มเติม


2.ที่มาที่ไปของค่าเงินบาทแข็งค่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นหลักๆ เป็นผลจาก “การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด” หรือประเทศไทยมีรายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการ “สูงกว่า” รายจ่ายจากการนำเข้าสินค้าและบริการ ถึงแม้ว่าตัวเลขการเติบโตด้านส่งออกจะติดลบสูง แต่ยอดนำเข้าก็ติดลบสูงกว่า ซึ่งเป็นผลพวงจากการลงทุนที่หดหาย ทำให้ไม่มีการนำเข้าสินค้า

 


พร้อมกับยืนยันว่า ปี 2562 ที่ผ่านมา ค่าเงินบาทแข็งขึ้น “ไม่ใช่” การเก็งกำไรระยะสั้นของนักลงทุนต่างชาติทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้แต่อย่างใด สะท้อนจากตัวเลขเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลออก 4.4 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะเห็นการเคลื่อนไหวชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว ประกอบกับปีที่แล้ว มี FDI (เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ)เข้ามาเยอะมาก และเป็นก้อนใหญ่ด้วย ทำให้เกิดการเดินดุลบัญชีเดินสะพัด 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ข้อมูล ณ พ.ย. 2562) ดังนั้นค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น จึงถือเป็นผลของปัจจัยพื้นฐาน ที่ธปท. พยายามออกมาสื่อสารให้ข่าวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงปีที่แล้ว

 


3.การบริหารจัดการค่าเงินของแบงก์ชาติ ยึดหลัก”ต้องให้เกิดความสมดุล” และ “ยั่งยืน” ในระยะยาว ดังนั้นจึงเห็นความระมัดระวังในการเข้าแทรกแซงของแบงก์ชาติตลอดช่วงที่เกิดค่าเงินบาทแข็ง จะไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

 


เนื่องจากหาก ธปท. เข้าแทรกแซงมากเกินไป จะกลายเป็นว่า ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนเกินกว่าพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะถูกมองว่า เป็นการใช้ค่าเงินเพื่อให้สินค้าของไทย ได้เปรียบคู่แข่งชั่วคราว อันจะนำมาซึ่งผลกระทบในภายหลังได้ ดังเช่นบางประเทศที่เกิดปัญหา ”กีดกันทางการค้า” หรือ การใช้มาตรการทางภาษีได้ ซึ่งจะสร้างความเสียหายต่อภาคส่งออกไทยในระยะยาวได้



ส่วนวิธีอื่นๆ ที่ธปท. ออกมาตรการดูแล เพื่อลดแรงกดดันของค่าเงินบาทแข็งค่าคือ มาตรการควบคุมการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดยของนักลงทุนต่างชาติอยู่แล้ว ซึ่งกลางปีที่แล้วก็ได้ออกมาตรการ ”ปรับลด” ยอดคงค้างของบัญชีเงินฝากสำหรับผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศ (NR) และได้สั่งให้สถาบันการเงินรายงานข้อมูลการถือครองของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ และรายชื่อผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง


อีกด้านหนึ่ง ออกมาตรการผลักดันคนไทยนำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งได้ผ่อนคลายเกณฑ์สำคัญๆ ให้เงินไหลออกเสรีขึ้น เช่น สามารถนำเงินออกไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ การเพิ่มวงเงินให้ผู้ส่งออก สามารถพักเงินอยู่นอกประเทศได้มากขึ้น การเปิดให้ร้านค้าทองสามารถซื้อ-ขายทอง (Spot) สกุลดอลลาร์ได้ เป็นต้น

 


สำหรับประเทศไทย จะเห็นการใช้นโยบายอีดฉีดเงิน หรือ QE (Quantitative Easing) เหมือนสหรัฐ ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป หรือไม่นั้น รองผู้ว่าการแจกแจงว่า ประเทศไทยยังมีสภาพคล่องในระบบสูงมากอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งการทำ QE จะทำให้สภาพคล่องไปอยู่แค่ในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น ไม่ได้ส่งถึงธุรกิจขนาดกลางหรือเล็ก อย่าง SMEs กรณีที่ต้องการช่วยสภาพคล่องให้ SMEs มากขึ้น ภาครัฐอาจต้องจัด ”สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” หรือ Soft Loan ผ่านธนาคารพาณิชย์ของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ซึ่งจะเป็นมาตรการที่ตรงจุดและมีประสิทธิผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีกว่า

 


ขณะที่การใช้มาตรการ QE จะมีผลกระทบข้างเคียงต่อเศรษฐกิจ เพราะจะกลายเป็นเอื้อให้ต้นทุทางการเงินของกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ ถูกกว่า เอสเอ็มอี ทั้งๆ ที่ปัจจุบัน ต้นทุนของบริษัทขนาดใหญ่ต่ำกว่าอยู่แล้ว และอาจเกิดการกู้ยืมจนเกินตัวของบริษัทต่างๆ ด้วย จะส่งผลต่อเนื่องกับเสถียรภาพทางการเงินได้

 


ทั้งนี้มาตรการ QE จะทำต่อเมื่อ นโยบายการเงิน หรือดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผ่านสถาบันการเงินไปยังภาคเศรษฐกิจ “ไม่ทำงาน” แล้วหรือประเทศที่กำลังเกิดภาวะวิกฤต ซึ่ง QE จะช่วยลดต้นทุนกู้ยืมระยะยาวของภาคธุรกิจและครัวเรือน ปีที่แล้วถือเป็นปีที่แบงก์ชาติทำงานหนักมาก ระหว่างทางค่าเงินบาทก็ยังคงแข็งค่าให้เห็นอยู่

 

ส่วนต้นปีนี้ค่าเงินบาท “อ่อนค่า” และแนวโน้มเลื่อนไหว 2 ทิศทาง ดังนั้นแบงก์ชาติจึงออกมาเรียกร้องให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมมือช่วยกัน เพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าได้ พร้อมกับประกาศพร้อมใช้มาตรการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น

Share:

Related Stories