3 หุ้นใหญ่โรงไฟฟ้า ราคาทำนิวไฮ ใครน่าสนใจเข้า “ซื้อ”

กลับมามีประเด็นกันอีกครั้งสำหรับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ที่ล่าสุดราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก เห็นได้จากความเคลื่อนไหวราคาหุ้รล่าสุด ณ วันที่ 13 ม.ค.2563 ที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ทั้ง GULF, GPSC, และ BGRIM ที่ไม่รู้ว่าไปโดนยาดีอะไร ถึงได้วิ่งแรงขนาดนี้ แต่หากนักลงทุนลองย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มนี้คงสร้างกำไรจากส่วนต่างราคา (แคปปิตอล เกน) อย่างมากเลยทีเดียว

 

แต่เมื่อเข้าไปสำรวจราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน (YTD) สิ้นสุดวันที่ 13 ม.ค.2563 พบว่า ราคาหุ้น GULF ปิดการซื้อขายที่ราคาสูงสุด 193.50 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16.57% YTD โดยมีราคาต่ำสุดเมื่อวันที่  2 ม.ค.2563 ที่ระดับ 166 บาท

 


ส่วน GPSC ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน (YTD) สิ้นสุดวันที่ 13 ม.ค.2563 ราคาหุ้นปิดการซื้อขายที่ราคาสูงสุดที่  95.75 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.66% YTD โดยมีราคาต่ำสุดเมื่อวันที่ 6 ม.ค.2563 ที่ระดับราคา 84.25 บาท

 

ขณะที่ BGRIM ราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน (YTD) สิ้นสุดวันที่ 13 ม.ค.2563 ปิดการซื้อขายที่ราคาสูงสุดที่ 60 บาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 14.29% YTD โดยมีราคาต่ำสุดเมื่อวันที่ 8 ม.ค.2563 ที่ระดับ 51.50 บาท

 


GULF แชมป์ P/E สูงลิ่ว

 


หากเข้าไปดูความสามารถในการทำกำไรของหุ้นทั้ง 3 พบว่า

 

GULF มี P/E ที่ระดับ 91.02 เท่า (ณ วันที่ 13 ม.ค.63) โดยงวด 9 เดือนมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 24.16% และมีอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 15.49%  ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) 2.18 เท่า

GPSC มี P/E ที่ระดับ 79.36 เท่า (ณ วันที่ 13 ม.ค.63) โดยงวด 9 เดือน มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 18.57% มีอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 5.88% และงวดไตรมาส 3/2562 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) 7.55 เท่า

BGRIM มี P/E ที่ระดับ 76.23 เท่า (ณ วันที่ 13 ม.ค.63) โดยงวด 9 เดือน มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ระดับ 18.46% มีอัตรากำไรสุทธิที่ระดับ 5.78% ณ งวดไตรมาส 3/2562 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) 4.24 เท่า

 

             

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ปรับตัวขึ้นมาเร็ว จนเริ่มเต็มมูลค่าทางพื้นฐาน โดยภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมที่ชะลอตัว ทำให้นักลงทุนมองหาหุ้นที่ปลอดภัย ดังนั้นหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาทิ GULF, GPSC, BGRIM, EGCO, RATCH ซึ่งถือเป็นหุ้น Defensive มีรายได้ที่ค่อนข้างมั่นคงแน่นอนไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ

 

 

จึงได้รับความสนใจลงทุนกันอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน จนทำให้ราคาหุ้นโรงไฟฟ้าเกือบทุกตัวในกลุ่มเต็มมูลค่าพื้นฐานที่ฝ่ายวิจัยกำหนดไว้ที่ได้รวมมูลค่าทุกโครงการที่มีอยู่ในมือ ซึ่งมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแน่นอนไปหมดแล้ว (แต่สำหรับโครงการลงทุนใหม่ที่อยู่ระหว่างการศึกษายังไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้น จะถือเป็น Upside ยังไม่รวมไว้ในประมาณการ) ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับคำแนะนำของฝ่ายวิจัยที่แนะนำเข้าซื้อหุ้น BGRIM และ GPSC ในช่วงที่ผ่านมา จนให้ผลตอบแทนในระดับที่ดี

 

 

ดังนั้นในส่วนของคำแนะนำลงทุนในช่วงสั้น หากนักลงทุนมีหุ้นอยู่แล้วอาจจะถือไปก่อน แล้วรอหาจังหวะขายทำกำไร แต่หากนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นแนะนำให้รอราคาหุ้นปรับฐานแล้วค่อยเข้าลงทุนจะปลอดภัยกว่า โดยยังเลือก GPSC และ BGRIM เป็นหุ้นน่าลงทุนระยะยาว

 

 

GULF ลุ้นวิ่งเกิน 200 บาท

 

 

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า GULF ยังมีอัพไซด์จากราคาเป้าหมายของเราที่ 200 บาท อีกราว 100 บาท หรือมีโอกาสที่ราคาเป้าหมายจะไปแตะ 300 บาทจาก 1) โครงการโรงไฟฟ้า Ca Na LNG อัพไซด์อีก 23-29 บาท โดยปัจจุบันตั้งสมมติฐานที่ 3.0 กิกะวัตต์ แต่บริษัทมีโอกาสทำได้ถึง 4.2-4.5 กิกะวัตต์ 2) 3 โครงการ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาว อัพไซด์อีก 24-43 บาท ซึ่งบริษัทกำลังดำเนินการเรื่อง ขอ PPA กับ EGAT 3) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนแบบไฮบริด (แก๊ส, โซล่าร์ และลม) ในโอมาน อัพไซด์อีก 4-19 บาท อยู่ในระยะเริ่มต้น โดยคาดจะเห็นความชัดเจนในไม่กี่เดือนข้างหน้า และ 4) กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของ LNG-terminal ในมาบตาพุดเฟส 3 จาก 10 ล้านตัน/ปี เป็น 16 ล้านตันต่อปี อัพไซด์อีก 6 บาท จึงคงแนะนำ “ซื้อ” GULF ซึ่งเป็นหุ้นที่เราชอบที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟ้า ราคาเป้าหมาย 200 บาท

 

 

และก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” GULF และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2563 ที่ 198.50 บาท โดยประเมินปี 2562 จะมีรายได้รวม 30,110 ล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโตมาที่ระดับ 3,502 ล้านบาท ส่วนปี 2563 คาดว่ารายได้รวมจะอยู่ที่ 40,595 ล้านบาท และคาดว่ากำไรสุทธิจะเพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 4,290 ล้านบาท เติบโต 22.50% จากปี 2562 ซึ่งประเมินว่าปี 2563 จะมี P/E ที่ระดับ 86.50 เท่า จากปี 2562 คาดอยู่ที่ระดับ 106 เท่า

 

*จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า งวด 9 เดือนแรกของปี 2562 ทาง GULF มีกำไรสุทธิแล้วจำนวน 3,981.76  ล้านบาท มากกว่าทั้งปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 3,028.13 ล้านบาท

 

 

GPSC ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใหญ่สุดของไทย

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า GPSC เป็นผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ใหญ่สุดของไทย หลังซื้อ GLOW แล้วมีส่วนแบ่งการตลาด 15% ของประเทศ กำลังการผลิตไฟฟ้า 5,026 MW บริษัทมีสัดส่วนโรงไฟฟ้า IPP  48%  SPP 44% VSPP 3% และ พลังงานทดแทน เท่ากับ  5%

 

โดยโครงการ Energy Recovery Unit (ERU) มูลค่า 895 ล้านดอลลาร์จะเริ่มผลิตได้ในไตรมาส 3/2566 กำลังผลิตไฟฟ้า 250MW และไอน้ำ 175 ตัน/ชั่วโมง ซึ่งโครงการนี้จะจ่ายไฟให้กับ TOP คาด IRR โครงการ 8-9%  โดยคาดจะประหยัดต้นทุนหลังซื้อ GLOW และทำให้ EBITDA เพิ่มราว 1.6 พันล้านบาทในปี 67

 

 

ปัจจัยจับตา GPSC

 

ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในลาวต่อการผลิตไฟฟ้าที่เขื่อนน้ำลิกและไซยะบุรี อย่างไรก็ดี ผู้บริหารระบุว่ามีผลกระทบไม่มากนับตั้งแต่เริ่มผลิตในไตรมาส 4/2562 และคาดว่าปัญหาภัยแล้งจะดีขึ้นในไตรมาส 1/2563 ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซที่เมียนมา ซึ่ง GPSC ร่วมทุนกับ PTTEP และ PTT กำลังผลิตไฟฟ้า 600 MW ขณะนี้กำลังรอการอนุมัติจากทางการเมียนมา

 

 

เปิด 3 คำถามเด่น GPSC

 


1) มีโอกาสที่จะทำโครงการโรงไฟฟ้าแบบ ERU อีกหรือไม่?

 

ตอบ : มีโอกาส เพราะ ERU เป็นโรงไฟฟ้าแรกของอาเซียนที่ใช้วัตถุดิบจาก Pitch ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าแบบนี้ในนอร์เวย์และฟินแลนด์เท่านั้น บริษัทกำลังศึกษาโครงการอยู่ แต่ยังไม่ได้หารือกับกลุ่ม PTT 

 

 

2) ปริมาณสำรองก๊าซของไทยลดลงจะกระทบอย่างไร?

ตอบ : นักลงทุนมักจะกังวลกับปริมาณสำรองก๊าซในอ่าวไทยที่เหลือต่ำกว่า 3 ปี แต่ PTTEP ได้ลงทุนสำรวจและผลิตก๊าซในแหล่งอื่นๆเพิ่มเติมต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงเรื่องนี้จำกัด

 

3) ปัญหาภัยแล้งในลาวและภาคเหนือของไทยจะกระทบหรือไม่?

ตอบ : บริษัทคาดว่าปัญหาภัยแล้งในลาวจะดีขึ้นในปี 63 และแม้ว่าการผลิตของโรงไฟฟ้าน้ำลิก, ไซยะบุรี, ห้วยโฮ ในปี 62 จะน้อย เพราะภัยแล้งแต่ก็ยังสูงกว่าการันตีขั้นต่ำ

 

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้คาดว่า GPSC สามารถลดต้นทุนทางการเงินได้มากถึง 590 ล้านบาท ในไตรมาส 4/2562 เทียบกับไตรมาส 3/2562 จึงคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/2562 ของ GPSC ไว้ที่ 1,480 ล้านบาท เติบโตขึ้น 205% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโต 66% จากไตรมาส 3/2562

 

นอกจากนี้ยังมีความโดดเด่นของกำไรสุทธิในปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะทำได้ถึง 10,500 ล้านบาท เติบโตราว 139% จากการลดภาระหนี้เมื่อเทียบกับปีก่อน ลงได้อีกราว 2,600 ล้านบาท เราแนะนำซื้อ GPSC ให้ราคาเป้าหมาย 97.00 บาท

 

 

BGRIM โรงไฟฟ้า เอกชนรายใหญ่ที่โดดเด่น

 

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า BGRIM เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโรงไฟฟ้า เอกชนรายใหญ่ที่โดดเด่น จากการมีพอร์ตโรงไฟฟ้า หลากหลายประเภททั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจบุันมีกําลังการผลิตในมือทั้งสิ้น 2,439 MW (COD แล้ว 1,850 MW เหลืออีก 589 MW) หนุนให้ทิศทางกําไรปกติปี 2562-66 เติบโตเฉลี่ยต่อปี 22.7% (CAGR) อีกทั้งยังมีศักยภาพ หาโครงการใหม่ๆ มาต่อยอดกําไรระยะยาว โดยมีโครงการที่อยู่ ระหว่างการศึกษา ได้แก่ โรงไฟฟ้าก๊าซฯ มาเลเซีย, โรงไฟฟ้า พลังนํ้าที่ลาว และโรงไฟฟ้าพลังลมที่เวียดนาม เป็นต้น

 

สําหรับโครงการ IPP ใหญ่อย่างโรงไฟฟ้า LNG to Power 3,000 MW ที่ เซ็นต์ MOU ร่วมกับ Petrovietnam Power เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา คาดเห็นความชัดเจนทั้งสัดส่วนถือหุ้น (BGRIM จะถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 50%) และเงินลงทุนภายในงวดไตรมาส 3/2563 หลังจากนั้นจึงจะรวมในประมาณการ ซึ่งฝ่าย วิจัยได้ประเมินมูลค่าในเบื้องต้นได้ราว 10-20 บาท/หุ้น 

 


ส่วนระยะสั้นคาดกําไรปกติไตรมาส 4/2562 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/2562สูงสุดรายไตรมาสของปี เพราะไตรมาส 4/2562 แทบไม่มีหยุดซ่อมโรงไฟฟ้าเลยเมื่อเทียบกับไตรมาส 3/2562 และคาดกําลังการผลิตโซลาร์ไทยและเวียดนามจะผลิตไฟได้สูงขึ้นตามฤดูกาล

 

 

และหากมองข้ามไปยังปี 2563 คาดกําไรปกติเติบโต 34.9% จากปี 2562 หลักๆจาก การรับรู้โครงการที่ COD ปี 2562 เต็มปี รวมถึงต้นทุนราคาก๊าซฯที่ลดลง ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2563 อิง DCF เท่ากัย 56 บาท/หุ้น แนะนําหาจังหวะทยอยซื้อสะสม ดังนั้นจึงประเมินว่าปี 2562 จะมีกำไรสุทธิ 2,698 ล้านบาท เติบโตจากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ  1,863 ล้านบาท ส่วนปี 2563 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 3,334 ล้านบาท เติบโต 23.57%

 


  

Share: