“Diversification”…ช่วยลดได้แค่ ‘ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ’

เปิดศักราชปีหนู2020 มาดูไม่สดใสเท่าไรนัก จาก ‘ปัจจัยเสี่ยงใหม่’ ที่เข้ามา เป็นความขัดแย้งระหว่าง ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ก็ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกพร้อมใจกันแดงเดือดไปทั้งกระดาน

           

สลับกับการปรับตัวในทิศทาง ‘ตรงข้าม’ ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง ‘ทองคำ’ และ ‘น้ำมัน’ ในจังหวะที่มีข่าวออกมากระทบตลาดแตกต่างกันไป

           

ภาพนี้ยังถือว่า ‘ปกติ’ แต่ก็มีบางเหตุการณ์ เช่นในปี2018 ที่ตลาดกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐจนทำให้ภาพรวมของสินทรัพย์หลักทั่วโลก ปรับตัวลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซึ่งถือว่า ‘ผิดปกติ’ อาจพบไม่บ่อย แต่ก็มีอยู่จริง!!!         

         

ในขณะที่นักลงทุนมองหา ‘ผลตอบแทน’ ก็จะต้องเผชิญกับ ‘ความเสี่ยง’ อย่างเลี่ยงไม่ได้

           

แทนที่ ‘ความกลัว’ ด้วย ‘ความเข้าใจ’ วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของความเสี่ยงมาฝากกัน

 

 

“ความเสี่ยง”...2 ประเภท ที่นักลงทุนต้องเจอ

        

เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่คงได้รับคำแนะนำในเรื่องของ ‘การกระจายความเสี่ยง (Diversification)’ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของคุณนั่นเอง ตามแนวคิด... ‘อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว’

           

แม้ว่าในบางสถานการณ์ อาจทำให้นักลงทุนอดหวั่นไหวไม่ได้ เพราะกระจายการลงทุนไปแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่เจอ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ทวิตแต่ละครั้ง พอร์ตก็พากันแดงโดยพร้อมเพรียง เอ๊ะ...ทฤษฎีการกระจายความเสี่ยงนี่ยังใช้ได้อยู่ใช่มั้ย? เชื่อว่านักลงทุนหลายคนอาจอดสงสัยไม่ได้ หรือกรณีปี2018 นี่ สินทรัพย์หลัก หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ แดงเดือดเหมือนกันหมด!!! เริ่มเขวไปเหมือนกัน

           

แต่ก่อนที่คุณจะไข้เขว ลองหันมาทำความรู้จักและเข้าใจ ‘ความเสี่ยง’ ที่นักลงทุนทั่วไปต้องเผชิญกันก่อน “ความเสี่ยงรวม” สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่

 

  • “ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)” เกิดจากระบบโดยรวม เช่น ภาวะเศรษฐกิจ

 

การเมือง สังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง หรือไม่มีใครสามารถควบคุมได้ นักลงทุนทุกคน

 

ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเหตุการณ์เหล่านี้เสมอเหมือนกัน แต่ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละหน่วยธุรกิจ หรือกับแต่ละบุคคลนั้น อาจจะมีความรุนแรงไม่เท่ากันเท่านั้นเอง

           

มักเกิดขึ้นจาก ‘ปัจจัยมหภาค (Macro Factors)’ ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์โดยรวม เช่น

          -ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

          -ความเสี่ยงจากการเมือง (Political Risk)

          -ความเสี่ยงจากสภาวะตลาด (Market Risk)

          -ความเสี่ยงจากสภาวการณ์ที่ไม่คาดคิด (Event Risk)

          -ความผันผวนในเหตุการณ์ทางสังคม (Social risk)

           

“ความเสี่ยงประเภทนี้ ตามตำราว่าไว้...เป็นความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมและทำให้หมดไปหรือบรรเทาลงได้ แม้แต่ ‘การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ก็จะไม่มีผลต่อความเสี่ยงประเภทนี้ มันจึงเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนทุกคนจำยอมต้องแบกรับเอาไว้ และหากมันเกิดขึ้น โอกาส ‘แดงทั้งพอร์ต’ ก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ในบางเหตุการณ์ เหมือน ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ต้นปี ก็คงได้แต่ ‘ทำใจ’ เท่านั้นเอง เพราะทุกคนก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกันกับคุณแน่นอน”

 

 

  • “ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)” เป็น ‘ปัจจัยจุลภาค (Micro Factors)’


ความเสี่ยงประเภทที่สองนี้เป็นความเสี่ยงของใครของมัน ต่างกรรมต่างวาระ มักจะกระทบกับหลักทรัพย์เป็นตัวๆ หรือเป็นกลุ่มๆ ไป เช่น


          -ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ (Business Risk)
เป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับกระแสเงินสดรับและจ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

         
          -
ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการที่ธุรกิจจัดหาเงินมาใช้ในการดำเนินงานเงินทุนจากเจ้าของเงินทุนจากเจ้าหนี้การกู้ยืมก่อให้เกิดภาระผูกพัน (Obligation) ในการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินต้น

 

ความเสี่ยงประเภทนี้ ตามตำราว่าไว้...สามารถขจัดไปได้ด้วยการ ‘กระจายความเสี่ยง (Diversification)’ อย่างเหมาะสม แต่ต้องกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่มีค่า ‘สหสัมพันธ์ (Correlation)’ ทางสถิติ ‘ต่ำ’ หรือ ‘ตรงกันข้าม’ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เป็นต้น ถ้าเป็นหุ้นเหมือนกัน ก็ต้องกระจายไปในหุ้นที่แตกต่าง เช่น หุ้นต่างอุตสาหกรรม ต่างสไตล์ เป็นต้น ซึ่งการกระจายไปอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ ‘ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)’ ลดต่ำลงไปตามลำดับเนื่องจากความเสี่ยงของหลักทรัพย์แต่ละอย่างจะชดเชยกันไปเองจนทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของทั้งพอร์ตนั้นลดลงไปจนเหลือแต่ ‘ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systemtatic Risk)’ แต่การกระจายการลงทุนที่มากเกินอาจไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้นความเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน”

 

แม้ ‘ความเสี่ยง’ จะเป็นสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกของการลงทุน แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ ‘บริหารจัดการได้’ ด้วย ‘การกระจายความเสี่ยง (Diversification)’ แม้จะไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหมดไปเลย แต่อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้ ‘ความเสี่ยงรวม’ ของพอร์ตลดลงเหลือเพียง ‘ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systemtatic Risk)’ เท่านั้น ซึ่งถึงจุดนั้นคุณคงลงทุนได้อย่าง ‘สบายใจ’ แล้วล่ะ เพราะเกินความสามารถของคุณที่จะจัดการได้แล้วนั่นเอง

Share: