BITCOIN ผลตอบแทนสูงสุดในปี 2019 มองหุ้นไทยปีนี้แกว่ง 1,480 – 1,700 จุด

  • BITCOIN ครองแชมป์สินทรัพย์ให้ผลตอบแทนสูง
  • มองหุ้นไทยปีนี้แกว่งตัวกรอบแคบ
  • ชี้จุดเด่น SET ให้เงินปันผลสูง

 

 

ปี 2019 การลงทุนในตลาดหุ้นมีความผันผวนสูงจากหลากปัจจัยที่เข้ามากระทบ แต่ในขณะเดียวกันความสนใจในสินทรัพย์ดิจิตอล กลับมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในปี 2019 สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด คือ BITCOIN ที่ให้ผลตอบแทนทั้งปีอยู่ที่ 94 % ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 1 % จะมีเพียงกองรีทส์ของไทยให้ผลตอลแทนอยู่ที่16.5 %


แม้ปีที่ผ่านผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยไม่ได้จูงใจมากนัก แต่ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยปีนี้ ก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ เพราะยังมีปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นไทยจำนวนมาก บล. ทรีนีตี้ โดย วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ มองว่า ตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะแกร่งตัวในกรอบที่ไม่สูง 1,480 – 1,700 จุด ทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า ยังคงอยู่ในภาวะเติบโตต่ำ (Low growth) และเงินเฟ้อต่ำ (Low inflation) โดยอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ที่ถึงแม้จะทรงตัวได้มากขึ้น และอาจฟื้นตัว เนื่องจากสงครามการค้าสงบลงชั่วคราว


แต่มีปัจจัยที่จำกัด Upsides หรือจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในเชิงสภาพคล่อง ได้แก่ นโยบายทางการเงินเริ่มจำกัดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับต่ำมากและระดับหนี้สาธารณะในหลายประเทศที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงคาดว่ารัฐบาลหรือธนาคารกลางประเทศต่างๆ อาจจะออกมาตรการเพื่อช่วยผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มโดยตรงมากขึ้น

 



บล.ทรีนีตี้ มองจีดีพีไทยในปีนี้จะขยายตัว 2.8-2.9 % ทิศทางดัชนีหุ้นไทยปี 2563 แกว่งตัวเป็น Sideway ขนาดใหญ่ ในกรอบ 1,480-1,700 จากประมาณการกำไรหรือ EPS ที่ยังคงไม่มีสัญญาณการถูกปรับขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยจะมีแรงจูงใจเรื่องเงินปันผล (Yield-Driven Market) ที่ดี ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 4 เดือนแรก ตามปัจจัยฤดูกาลของหุ้นปันผลสูง ก่อนที่จะปรับย่อตัวลงหลังจากนั้น


ช่วงที่เหลือของปี หุ้นไทยจะแกว่งตัวไปตามพัฒนาการของประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ซึ่งอิงกับปัจจัยสำคัญที่เข้ามากระทบ ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทิศทางของสงครามการค้า


ราคาน้ำมันดิบ ค่าเงินบาท มาตรฐานบัญชีใหม่ มาตรการกำกับดูเแลสถาบันการเงิน สถานการณ์การเมืองภายในประเทศ และการเบิกจ่ายงบประมาณต่าง ๆ ขณะที่มองว่าภัยแล้งมีผลเสียหายทางเศรษฐกิจไม่มากนัก แต่จะกระทบการบริโภคภาคครัวเรือน


บล.ทรีนีตี้ แนะนำการจัด Portfolio โดยให้ลงทุนในหุ้น 30% (แบ่งเป็นหุ้นไทย 10% และหุ้นต่างประเทศ 20% โดยเฉพาะหุ้นใน Asian เช่นหุ้นจีน และหุ้นเวียดนาม โดยเน้นกองทุนที่สามารถลงทุน โดยไม่มี Foreign Premium) ลงทุนในตราสารหนี้ 30% (ตราสารหนี้ไทย 10% และตราสารหนี้ต่างประเทศ 20%) ลงทุนทองคำ 10% (ลงทุนในกองทุนทองคำที่ Fully hedged ค่าเงิน) ลงทุนกองทุนอสังหาริมทรัพย์ 10% (กองทุนในประเทศ 5% และกองทุนต่างประเทศ 5%) ที่เหลือให้ถือเป็นเงินสด 20% เพื่อใช้เป็นจังหวะในการซื้อสินทรัพย์ ในช่วงที่ราคาปรับตัวลงมา

Share: