จุดพลุ SMEs น้ำดี 2.4 หมื่นราย ได้สิทธิ “ต่อท่อทางการเงิน” ดอกเบี้ยถูก

สำหรับหนึ่งในมาตรการเชิงรุกที่กรมสรรพากรออกมาสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในช่วงนี้คือ การให้รางวัลแก่ “เอสเอ็มอี” ที่เข้าสู่ระบบการจัดทำบัญชีชุดเดียวและงบการเงินที่ถูกต้อง ว่าด้วยเรื่องของการเข้าถึงเงินกู้ที่ง่ายและดอกเบี้ยถูกด้วย


นับเป็นการต่อยอดจากการออกมาตรการยกเว้นเบี้ยปรับเงินเพิ่มให้เอสเอ็มอีที่พร้อมจะปรับปรุงการเสียภาษีหรืองบการเงินให้ถูกต้องและสอดคล้องกับสภาพความเป็นเป็นจริง ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนช่วงเดือนมี.ค. – สิ้น มิ.ย. 2562 มีจำนวนเอสเอ็มอีที่ลงทะเบียนราว 7.9 หมื่นราย และมีเอสเอ็มอีที่สามารถปรับปรุงงบการเงินได้ถูกต้องกับสภาพความเป็นจริง ปัจจุบันมีจำนวน 2.4 หมื่นราย

 

โดยล่าสุดกรมสรรพากร ได้จับมือกับสถาบันการเงิน 20 แห่งที่มีทั้งแบงก์เอกชนและแบงก์รัฐ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมกันจัดทำแคมเปญ “SMEs โปรดี บัญชีเดียว” ออกมา ซึ่งแต่ละแบงก์จะมีรายละเอียดของแคมเปญสินเชื่อท่อน้ำเลี้ยงแก่เอสเอ็มอีแตกต่างกันไป



แคมเปญเกิดขึ้นด้วยแรงผลักดันของดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส อธิบดีกรมสรรพากร ที่มีการเจรจาร่วมกับทางประธานสมาคมธนาคารไทยคือ “นายปรีดี ดาวฉาย” และดร. รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)



สำหรับแคมเปญ“SMEs โปรดี บัญชีเดียว“ จะเป็นอัตราดอกเบี้ยพิเศษขึ้นกับรายละเอียดของธนาตารพันธมิตรแต่ละแห่ง กำหนดเงื่อนไขออกมา และบสย. ได้เข้ามายกเว้นค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อให้สำหรับบริษัทที่ไม่มีหลักประกันด้วย โดยในช่วง 2 ปีแรก ฟรีค่าธรรมเนียมดังกล่าว หลังจากนั้น ปีที่ 3-4 จะลดค่าธรรมเนียมนี้เหลือ 1% จากปกติอยู่ที่ 1.75% เพื่อสร้างแรงจูงใจและเป็นของขวัญให้แก่กลุ่มเอสเอ็มอีกลุ่มน้ำดีที่เข้าร่วมปรับปรุงจัดทำบัญชีเดียว โดยบสย. จะรองรับเฉพาะสถาบันการเงิน 20 แห่งที่ร่วมมือ

 

ทั้งนี้เอสเอ็มอี 2.4 หมื่นราย ที่ผ่านเกณฑ์พิจารณาจากกรมสรรพากร ได้สิทธิเข้าร่วมสินเชื่อแคมเปญนี้ โดยคุณสมบัติเป็นผู้ที่ได้ลงทะเบียนยกเว้นเบี้ยปรับเงินเพิ่มฯ และได้ปรับปรุงงบการเงินแบบ ภงด.50 และแบบอื่นๆให้ถูกต้องสะท้อนภาพที่แท้จริงของกิจการ ขณะนี้แคมเปญ SMEs โปรดี บัญชีเดียว ของแต่ละแบงก์เริ่มทยอยออกมาแล้ว ซึ่งจะมีเงื่อนไขแตกต่างกันไป โดยธนาคารกสิกรไทย สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยอัตราพิเศษ 5% คงที่ 2 ปี และฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันสินเชื่อ 2 ปี กับบสย.ด้วย ซึ่งยื่นได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธ.ค.2563

 

ด้านธนาคารกรุงไทย เสนอ”สินเชื่อ SME โปรดี บัญชีเดียว” สำหรับเอสเอ็มอีที่มียอดขายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป จะได้วงเงินสินเชื่อพิเศษไม่เกิน 20 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 3%ต่อปี ได้รับฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกันของบสย. ตามเงื่อนไขข้างต้น ยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2563 นอกจากนี้ยังมีประเภท ”สินเชื่อ กรุงไทย SME บัญชีเดียว “ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 4%ต่อปี ซึ่งสามารถกู้ได้สูงสุด 3 เท่าของหลักประกัน ผ่อนเวลานานสูงสุด 7 ปี และฟรีค่าธรรมเนียม บสย.ค้ำประกันถึง 4 ปีแรก

 

ส่วนธนาคารไทยพาณิชย์ จัดแคมเปญพิเศษ สินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนประเภทเงินกู้เบิกเกินบัญชี (O/D) และเงินกู้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N) สูงสุด 50 ล้านบาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และได้รับสิทธิพิเศษจากมณีฟรีโซลูชั่น ได้แก่ ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน-จ่าย โอนเงินต่างธนาคาร ไม่จำกัดยอดเงินสูงสุด รวมถึงโซลูชั่นสำหรับระบบบริหารและจัดการเอกสารและระบบบันทึกบัญชีออนไลน์ฟรี 1 ปี เป็นต้น

 


แต่สำหรับเอสเอ็มอีที่ยังไม่ได้ปรับตัวเกี่ยวกับการทำบัญชีเล่มเดียว อธิบดีกรมสรรพากร ได้ส่งสัญญาณเตือนอีกครั้งว่า จะมีการตรวจสอบเชิงรุกสำหรับเอสเอ็มอีที่เลี่ยงภาษี เพราะต้องการ “ต้องการสร้างความเป็นธรรม” ให้แก่เอสเอ็มอีที่มีการปรับปรุงบัญชีเดียว ดังนั้นจะเห็นการแยกกลุ่มเอสเอ็มอีดี และเอสเอ็มอีไม่ดี ออกมา

 


ทั้งนี้สำหรับเศรษฐกิจไทย ธุรกิจเอสเอ็มอีมีบทบาทในการขับเคลื่อนอย่างมาก โดยประธานสมาคมธนาคารไทย ฉายภาพรวมว่า ปี 2562 ที่ผ่านมา GDP หรือการเติบโตของกลุ่มเอสเอ็มอี มีการเติบโตถึง 3.5% สูงกว่า GDP ของเศรษฐกิจประเทศที่โต 2.5%

 

นายปรีดีชี้จุดอ่อนของภาคเอสเอ็มอี อีกจำนวนมากที่ “ติดหล่ม” ไม่สามารถเติบโตได้เท่าที่ควรจะเป็น เนื่องจากเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือเงินกู้จากสถาบันการเงินยาก จากปัญหาที่มีการจัดทำบัญชีหลายเล่ม ทำให้ไม่สามารถนำงบการเงินเหล่านี้มาวิเคราะห์สภาพคล่องทางการเงินและรู้ถึงผลดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจได้ ทางสถาบันการเงินไม่สามารถวิเคราะห์ศักยภาพที่แท้จริงของธุรกิจนั้นได้ ซึ่งมีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน

 


อย่างไรก็ตามการร่วมมือกันในครั้งของกรมสรรพากร บสย.และสถาบันการเงินราว 20 แห่ง ที่ออกแคมเปญสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและสิทธิพิเศษต่างๆ มา จะรองรับเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีน้ำดีที่มีเพียง 2.4 หมื่นราย แต่ยังมีเอสเอ็มอีอีกจำนวนมากกว่า 3 ล้านรายที่ยังตกค้างในระบบ เนื่องจากพบว่า เอสเอ็มอีที่จดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์จำนวน 6-7 แสนราย ในจำนวนนี้มีการนำส่งงบการเงิน 4 แสนราย

 

ขณะนี้ภาครัฐสามารถดูแลเอสเอ็มอีน้ำดีได้เพียงส่วนเล็กอยู่เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยถือว่า ได้มีจุดสตาร์ทในความพยายามที่จะยกระดับเอสเอ็มอีให้มีมาตรฐานและมีศักยภาพทางการแข่งขันที่ดีขึ้นได้ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้ดีกว่าปัจจุบัน

Share: