แกะพอร์ต หุ้นกลุ่ม "เครือเจริญโภคภัณฑ์" มีอะไรบ้าง ใครน่าเข้า “ซื้อ”

"เครือเจริญโภคภัณฑ์" หรือ CP ถือเป็นกลุ่มธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งมีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการโดยสามารถแบ่งประเภท ธุรกิจออกเป็น 8 สายธุรกิจหลัก ครอบคลุม 13 กลุ่มธุรกิจย่อย ปัจจุบัน มีการลงทุนอยู่ใน 21 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ โดยนายธนินท์ เจียรวนนท์ เป็นประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด


เครือเจริญโภคภัณฑ์ ทำธุรกิจในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ตั้งแต่อุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น เกษตรกรรม ไปจนถึงอุตสาหกรรมไฮเทคใหม่ๆ เช่น e-commerce และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีธุรกิจครอบคลุมทั้ง ธุรกิจอาหารและการเกษตร ธุรกิจการค้าปลีกและค้าส่ง ธุรกิจโทรคมนาคม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งการร่วมทุนทำ ธุรกิจยานยนต์ ซึ่งมีทั้งบริษัทที่จดทะเบียนและไม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์


จากการทำธุรกิจที่หลากหลายทำให้เห็นโอกาสในการทำธุรกิจใหม่ๆ พร้อมทั้งสามารถพัฒนาธุรกิจให้สามารถแข่งขันในตลาดที่มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ซึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือ ใช้ความหลากหลายของธุรกิจมาผนึกกำลัง และผสานประโยชน์เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่มีมูลค่าที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า


อีกเช่นเคย วันนี้ Wealthy Thai ก็ได้รวบรวมหุ้นกลุ่ม เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นบ้านเรา ว่ามีตัวไหนบ้าง เริ่มจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF โดยกลุ่มบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ถือหุ้นรวมกันในสัดส่วน 53.88% (ณ วันที่ 8 พ.ค.2562)


ทั้งนี้ CPF ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารที่จำแนกธุรกิจหลักตามลักษณะของผลิตภัณฑ์ ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1.ธุรกิจอาหารสัตว์ (Feed) ได้แก่ การผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ 2. ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ (Farm) ได้แก่ การเพาะพันธุ์สัตว์ การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้า และการแปรรูปเนื้อสัตว์ขั้นพื้นฐาน 3. ธุรกิจอาหาร (Food) ได้แก่ การผลิตเนื้อสัตว์แปรรูปกึ่งปรุงสุกและปรุงสุก และการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงกิจการค้าปลีกอาหารและร้านอาหาร


CPF ในปี 2561 มีรายได้รวม 567,820.21 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 15,531.47 ล้านบาท โดยล่าสุดงวด 9 เดือนแรกของปี 2562 มีรายได้แล้ว 408,963.79 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 14,445.38 ล้านบาท


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินไตรมาส 4/2562 ของ CPF  จะมีกำสุทธิ 6,531 ล้านบาท เติบโต 289.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนภาพรวมทั้งปี 2562 จะมีกำไรสุทธิ 20,976 ล้านบาท เติบโต 35.10% จากปี 2561 โดย คงแนะนำ "ซื้อ" ปรับราคาพื้นฐานเป็น 37.50 บาท และคงเลือก CPF เป็น Top pick ในกลุ่มอาหาร

 



ต่อมาธุรกิจ การสื่อสารและโทรคมนาคม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE โดยธุรกิจหลักของกลุ่มทรู ประกอบด้วยทรูมูฟ เอช, ทรูออนไลน์, ทรูวิชั่นส์ และทรูดิจิทัลกรุ๊ป รวบรวมบริการด้านดิจิทัล ซึ่งกลุ่มบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 49.99 % (ณ วันที่ 15 มี.ค.62)


TRUE ในปี 2561 มีรายได้รวม 177,525.69 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,034.59 ล้านบาท ล่าสุดงวด 9 เดือนของปี 2562 มีรายได้รวมแล้ว 115,980.31 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,426.46 ล้านบาท


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ได้มีการปรับลดประมาณการณ์กำไรสุทธิปี 2562 ของ TRUE ลงมาที่ 5,600 ล้านบาท ลดลง 19% จากปีก่อน  ส่วนปี 2563 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2,500 ล้านบาท ลดลง 54% จากปี 2562 เพื่อสะท้อนการแข่งขันในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มสูงขึ้นและฝ่ายวิจัยประเมินราคาเป้าหมายปี 2563 ของ TRUE ไว้ที่ 4.80 บาท แม้ปัจจุบันราคาจะมี Upside อยู่มากแต่จาก Sentiment ที่ยังไม่ดี จึงคงคำแนะนำเป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว”


การค้าปลีกและค้าส่ง เริ่มจาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL หนึ่งในกลุ่มธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 บริษัทเป็นผู้ดำเนินธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven โดยได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Right) จาก 7-Eleven, Inc. ให้ประกอบธุรกิจภายใต้เครื่องหมายการค้า “7-Eleven” ในประเทศไทย ภายใต้สัญญา Area License Agreement ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2531 และได้เปิดร้านสาขาแรกที่ซอยพัฒน์พงษ์


โดย กลุ่มบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ ถือหุ้นรวมกัน 36.06% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว (ณ วันที่ 31 ธ.ค.61) ประกอบด้วย บริษัท ซี.พี.เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 30.91%, UBS AG London Branch - C.P. Foods Holding ถือหุ้นในสัดส่วน 1.28%, บริษัท กรุงเทพโปรดิวส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 1.11%, C.P. Foods International Limited ถือหุ้นในสัดส่วน 0.92% บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 0.73%, UBS AG Hong Kong Branch - Orient Success International ถือหุ้นในสัดส่วน 0.67%, Worth Access Trading Limitedถือหุ้นในสัดส่วน 0.26% และCreative Light Investments Limited ถือหุ้นในสัดส่วน 0.18%


CPALL ในปี 2561 มีรายได้รวม 527,859.75 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 20,929.65 ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนของปี 2562 มีรายได้ 423,183.55 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 16,175.63 ล้านบาท


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ใน วันที่ 19 ก.พ.2563 เราคาด CPALL จะประกาศกำไรปกติไตรมาส 4/2562 ที่ 5,900 ล้านบาท เติบโต 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  โดยกำไรจะเพิ่มขึ้นจากธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (81%ของกำไรก่อนภาษี) ตามการขยายสาขาต่อเนื่อง เราคาดยอดขายร้านสะดวกซื้อโตได้ 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ประกอบกับอัตราทำกำไรที่จะดีขึ้นตาม Product mix (อาหารพร้อมทาน, all cafe) และการฟื้นตัวของบริการเคาน์เตอร์เซอร์วิส หากกำไรปกติไตรมาส 4/2562 เป็นไปตามคาดจะทำให้กำไรทั้งปี 2563 กลายเป็น  22,700 ล้านบาท เติบโต 8% จากปี 2561  จึงคาดเงินปันผลปีที่ 1.2 บาท/หุ้น (yield 1.7%) แนะนำ “ซื้อ” เป้าหมายที่ 97.00 บาท


ส่วน บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO จดทะเบียนจัดตั้งในเดือนพฤษภาคม 2531 ด้วยทุนจดทะเบียน 750 ล้านบาท เพื่อประกอบธุรกิจศูนย์จำหน่ายสินค้าแบบขายส่งในระบบสมาชิก ภายใต้ชื่อ “แม็คโคร” บริษัทฯ ได้ดำเนินการขยายจำนวนสาขาเพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคให้แก่ลูกค้าสมาชิกและผู้ประกอบการ ทั่วประเทศ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มผู้ค้าปลีกรายย่อย กลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงแรม และธุรกิจจัดเลี้ยง รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจบริการ ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ หรือสถาบันการศึกษาและธุรกิจอื่น ๆ


โดยมีบริษัท สยามแม็คโคร โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทในกลุ่มเครือซีพี ออลล์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นรวมกัน 93.08% ของหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมด (23 ส.ค.62)


MAKRO ในปี 2561 มีรายได้รวม 192,930.09 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5,941.99   ล้านบาท ขณะที่งวด 9 เดือนของปี 2562 มีรายได้ 154,794.37 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,185.53 ล้านบาท


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มีมุมมองเป็นกลางต่อแนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 4/2562 ของ MAKRO ที่คาดระดับ 1,800 ล้านบาท ลดลง 2% เพราะฐานไตรมาส 4/2561 สูงและรับรู้รายจ่ายสาขาต่างประเทศเพิ่ม โดยไตรมาส 4/2562 มีค่าใช้จ่ายเตรียมเปิดเมียนมาร์ อย่างไรก็ดี เทียบไตรมาส 3/2562 3/2562กำไรจะโตเด่น 21% ตามทิศทาง SSSG ที่จะบวกแรงสุดในกลุ่ม 5.5% และ Mix สินค้าอาหารสด


ขณะที่แนวโน้มกำไรปี 2563 คาดจะค่อยๆโตในอัตราที่ดีขึ้นเป็น 8% จากปี 2562 ที่คาดโต 2% หลังสาขาในต่างประเทศทุกแห่งจะเริ่มสร้างยอดขายแล้วและบางสาขาผ่านจุดคุ้มทุนแล้ว ดังนั้น คงคำแนะนำ "NEUTRAL" เป้าหมาย 37.00 บาท ทั้งนี้ แม้เรามีมุมมองที่ดีขึ้นต่อทิศทาง SSSG ในระยะสั้นของธุรกิจในประเทศ แต่ด้วยธุรกิจในต่างประเทศยังเป็นช่วงเพิ่งเริ่มสร้างฐานที่ต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีจึงมีกำไร กดดันการเติบโตของกำไรปกติช่วงปี 2562-2564 ของ MAKRO (+6%) จะต่ำกว่ากลุ่มค้าปลีกฯ (+9%)

Share: