“เศรษฐกิจจีน”...กำลังปรับสู่ ‘สมดุลใหม่’ สู่การเติบโตที่มีเสถียรภาพในระยะยาว

“เศรษฐกิจจีน” ปีหมู2019 โต 6.1% ต่ำสุดในรอบ 29 ปี ข่าวนี้อาจทำแฟนพันธุ์แท้ ‘ตลาดหุ้นจีน’ สะดุ้งไปตามๆ กัน


แต่ทราบหรือไม่ว่าในปีเดียวกันนี้เอง ‘หุ้นจีน’ ดัชนี MSCI China ให้ผลตอบแทน 23.66% สวนทางเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่ม ‘กองหุ้นจีน’ สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้ถึง 21.94% สูงกว่าดัชนี ‘ตลาดหุ้นไทย (SET TRI)’ ที่ +4.29% เท่านั้น


และกองทุนที่มีผลงาน ‘ดีสุด’ ในอุตสาหกรรมกองทุนในปีหมูที่ผ่านมา ก็เป็น ‘กองหุ้นจีน’ เช่นเดียวกัน ด้วยผลตอบแทนสูงถึง 51.32% เลยทีเดียว


แล้วปีหนู2020 นี้ “หุ้นแดนมังกร” ยังจะท่องเมฆผงาดฟ้าต่อไปได้อีกหรือไม่?


เพราะเปิดศักราชรับตรุษจีนมาด้วย ‘ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019’ กันเลยทีเดียว


ทีมงาน ‘Wealthythai’ ยังคงมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

(Vivien Ng, เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์)

 

“Vivien Ng” Equity Specialist Global Emerging Markets and Asia Pacific Equities, Director, UBS Asset Management มองว่า ในเรื่องของ ‘สงครามการค้า’ คงไม่มีบทสรุปการจบที่สมบูรณ์แบบ แต่จะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้งในเรื่องอื่นๆ ต่อไปตามมา ซึ่งยังคงจะเป็นปัจจัยรบที่เข้ามาในตลาดอยู่เป็นระยะๆ แม้ว่าภาพรวมจะดีขึ้นก็ตาม แต่ปัจจัยในเรื่องนี้ตลาดได้รับรู้ไปหมดแล้ว ดังนั้นผลกระทบต่อตลาดคงมีไม่มากแล้วเช่นกัน

 


ในส่วนของ ‘การผิดนัดชำระหนี้ (Default)’ ของบริษัทในจีนนั้น เรามองเป็นเรื่องที่ดี เพราะรัฐกำลังเข้ามาดูแลอย่างมีเป้าหมาย เพื่อปรับสมดุลในตลาดสินเชื่อของจีน บริษัทที่ไม่เข้มแข็งก็ปล่อยให้ล้มไป แต่บริษัทที่มีศักยภาพทางการก็ยังพร้อมจะเข้ามาดูแลเพื่อให้ธุรกิจเติบโตไปได้ ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้เกิด Default ไปทั้งหมดแต่ประการใด นี่จึงเป็นเรื่องที่ ‘ดีมากกว่าแย่’ ในปี19 มีบริษัท Default 35 บริษัท ใกล้เคียงกับปี18 ที่ 38 บริษัท และคาดว่าตัวเลขจะใกล้เคียงนี้ไปในระยะข้างหน้าเช่นกัน


“ส่วนไข้หวัดโคโรน่านั้น คงส่งผลกระทบกับตลาดในระยะสั้น โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เป็นต้น แต่เราก็มองดูว่ามีหุ้นตัวไหนที่ราคาต่ำลงมาเกินปัจจัยพื้นฐาน จากความกังวลของตลาด ตรงนั้นก็จะเป็นโอกาสเข้าลงทุน เพราะในครั้งนี้เรามองว่ารัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องนี้ได้เร็วและมีการบริหารจัดการที่โปร่งใส ต่างกับในอดีตที่ปกปิดตัวเลขผู้ป่วย แต่ครั้งนี้จะสื่อสารออกมาตลอดซึ่งเรามองเป็นเรื่องที่ดีและเชื่อว่ารัฐบาลจีนจะสามารถดูแลได้”

 

เรายังมีมุมมอง ‘เชิงบวก’ กับเศรษฐกิจจีนจากนี้ไป จากการที่รัฐบาลเข้ามามี ‘ส่วนร่วม’ อย่างถูกที่ถูกทาง มีการใช้นโยบายต่างๆ อย่างเหมาะสม ได้แก่


-นโยบายการเงิน มาเสริมสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจเป็นระยะๆ

-นโยบายการคลัง ในการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับคนบางกลุ่ม เป็นต้น

-การผ่อนคลายกฎระเบียบในหลายๆ อย่าง เพื่อให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ดีขึ้น เช่น การให้ต่างชาติถือครองหุ้นได้มากขึ้น เป็นต้น

-การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนของต่างชาติให้เข้ามาลงทุน


“รัฐบาลจีนช่วยให้เศรษฐกิจมี ‘สมดุล’ มากขึ้น เป็นการเข้ามาแซกแทรงอย่างพอดี ถูกที่ ถูกเวลา และมีเป้าหมาย จะช่วยให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว”


เช่นเดียวกับ “เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์” ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี จำกัด ที่มองว่า แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่การ

 

 

“หุ้น A-Share”...ยังน่าสนใจสุดในกลุ่ม ‘หุ้นจีน’

แม้ปัจจัยลบจะมีเข้ามารบกวน ‘จีน’ ตลอดทั้งปี2019 แต่เม็ดเงินลงทุนของต่างชาติก็ยังคงหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในตลาดการเงินของจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งใน ‘ตลาดหุ้น’ และ ‘ตลาดตราสารหนี้’ โดยเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี2015 เป็นต้นมา หนึ่งในตลาดหุ้นจีนที่ยังมีความน่าสนใจนั่นก็คือ “A-Share


โดย “เกียรติศักดิ์ ปรีชาอนุสรณ์” ผู้อำนวยการฝ่ายการลงทุนทางเลือก บลจ.กรุงศรี จำกัด บอกว่า แม้เศรษฐกิจจีนจะมีแนวโน้มชะลตัวก็จริง แต่ ‘หุ้นจีน’ ก็ยังลงทุนได้และยังมีการเติบโตของกำไรที่ต่อเนื่อง แต่เราต้องเลือกลงทุนใน ‘New China Economy’ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตลาด ‘A-Share’ เป็นผลบวกมาจากการที่จีนมีคนชั้นกลางมากขึ้น มีรายได้ต่อหัวประชากรที่สูงขึ้น นำไปสู่การบริโภคสินค้าบริการที่ดีตามไปด้วย หากไปดูยอดขายรถยนต์แม้ภาพรวมอาจจะดูชะลอตัวลงก็จริง แต่ถ้าเป็นรถ BMW Benz ยังคงเติบโตเป็นเลข 2 หลัก เช่นเดียวกับตลาดสุราในจีน สุราเกรดต่ำๆ ยอดขายไม่ดี แต่สุราเกรดพรีเมี่ยมยอดขายยังคงเติบโตในระดับสูง เป็นต้น

            แม้ตลาดหุ้น ‘A-Share’ จะปรับตัวขึ้นมามากในปี2019 แล้วก็ตาม ปัจจุบันขึ้นมาซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ประมาณ 13 เท่า ซึ่งยังถูกกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตของตัวเองและถูกกว่าหุ้น ‘ตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)’ และ ‘ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)’ ด้วยเช่นกัน

 

 

“แหล่งรายได้ของบริษัทในดัชนี MSCI China มีรายได้จากจีนแผ่นดินใหญ่ 92.5% ในขณะที่มีรายได้จากสหรัฐเพียง 1.8% เท่านั้น ดังนั้นสงครามการค้าจึงไม่กระทบการเติบโตของบริษัทในจีนเหล่านี้เลย และหากจะเลือกลงทุนในตลาดหุ้น ‘A-Share’ ควรเลือกกองทุนที่เป็น Active Fund เพราะจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนที่เป็น Passive Fund ที่เกาะไปกับดัชนีแต่เพียงอย่างเดียว โดยจะเห็นได้จากผลตอบแทนที่สามารถทำได้ในช่วงปี2007-2019 เฉลี่ย 14.7% ต่อปี แต่ดัชนีให้ผลตอบแทนเพียง 3.7% ต่อปี เท่านั้น”

 

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาด ‘A-Share’ มีความน่าสนใจมากขึ้นในสายตานักลงทุนทั่วโลก คือ การปรับเพิ่มน้ำหนักของหุ้น ‘A-Share’ ใน ‘ดัชนี MSCI Emerging’ นั่นเอง


“Vivien Ng” บอกว่า ในปี2019 ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นไปแล้ว 2 ครั้งในเดือนพ.ค. และพ.ย. ก่อนที่จะเงียบหายไป เพราะทาง MSCI อยากเห็นตลาด A-Share เป้นตลาด ‘แบบเปิด’ มากขึ้น ซึ่งกระบวนการปรับน้ำหนักนี้ยังไม่สมบูรณ์ 100% หากอ้างอิงจากครั้งที่เอาไต้หวันและเกาหลีเข้ามาคำนวณในดัชนี กว่าจะเพิ่มน้ำหนักจนครบ 100% นั้นใช้เวลาประมาณ 6-9 ปี ดังนั้นก็อาจจะต้องใช้เวลาอีก 4-5 ปี จากนี้ จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์ ดังนั้น ตลาด ‘A-Share’ ก็ยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนทั่วโลกอยู่นั่นเอง


“สำหรับธีม (Theme) การลงทุนนั้น เรามองการลงทุนระยะยาวเป็นสำคัญ และมองหาผู้ชนะในแต่ละธีมนั้น โดยธีมการลงทุนหลัก 4 ธีม ที่น่าสนใจ ได้แก่ 1) การบริโภคของคนจีนที่มีฐานะดีขึ้น ก็จะบริโภคดีขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตของตัวเอง 2) ความเป็นเมืองที่ขยายตัวมากขึ้น 3) นวัตกรรมและเทคโนโลยี และ 4) การที่คนมีอายุสูงขึ้น”


สำหรับใครที่มองหาโอกาสการลงทุนและสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ “หุ้นจีน” ก็เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่สามารถจะแบ่งเงินกระจายไปลงทุนได้ในส่วนของพอร์ตหุ้นของคุณเอง หากคุณเชื่อมั่นในการกลับมาของจีนใน ‘ระยะยาว’

 

 

           

Share: