ชีพจรเศรษฐกิจ “อ่อนแอ” ไตรมาสแรก ฟันธงลดดอกเบี้ยนิวโลว์เหลือ1%

ผ่านไปอย่างรวดเร็ว 3 สัปดาห์ของปี 2563 บรรยากาศเศรษฐกิจไทยยังดูอึมครึมอบอวลไปด้วยปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก ที่คอยกดดันภาวะเศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะ “อ่อนแอ” ในไตรมาสแรก


สำหรับปัจจัยลบหลักๆ มี 4 เรื่องสำคัญ จากมุมมองของดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด


เรื่องแรก ไตรมาสแรกนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน เนื่องจากภาคการบริโภคที่อ่อนกำลังลง ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากปีที่แล้ว เกิดสงครามการค้าสหรัฐ-จีน ที่ ฉุดภาคส่งออกไทยติดลบหนัก ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมมีการปิดตัว และเลิกงานแรงงาน นอกจากนี้ผลกระทบจากภัยแล้งที่รุนแรงแลพเกิดขึ้นเร็ว กระทบต่อผลผลิตที่จะทำให้รายได้เกษตรกรลดลง โดยภาพรวมจึงยังเกิดภาวะรายได้ฝืดเคือง และยังคงมีภาพการกู้หนี้มาใช้จ่าย ซึ่งกดดันให้หนี้ภาคครัวเรือนยังมีระดับสูง และที่น่าเป็นห่วง คือ หนี้เสียจากสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต สินเชื่อรถ ปรับตัวขึ้นหมด


เรื่องที่สอง การลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ยังอยู่ในระดับที่กังวล หลังจากที่ส่งออกติดลบสูง การนำเข้าปรับลดลง สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอ่อนกำลังลง ดังนั้นในไตรมาสแรก จะต้องตั้งความหวังรัฐบาลจะมีการเบิกจ่ายลงทุนได้เร็วขึ้นในเดือนก.พ. นี้


หลังจากที่ชะลอลงทุนมานาน 3 ปีที่ผ่านมาแล้ว รวมถึงการลงทุนรัฐวิสาหกิจก็ลดลงด้วย ซึ่งจะทำให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจลงทุนตาม


“เราหวังว่า การเมืองไทย ประเด็นสำคัญคือ รัฐบาลจะสามารถผ่านปัญหาเรื่องโหวตเรื่องงบประมาณโมฆะไปได้ หรือไม่ เพราะจะมีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ตอนนี้เหลือภาครัฐที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในไตรมาสแรก” ดร.ทิม กล่าว


ดังนั้น หากรัฐมีการเบิกจ่ายของงบประมาณปี 2563 สิ่งที่ต้องติดตามคือ การลงทุน ทั้งโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เดินหน้าได้ ซึ่งถือเป็นการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ และเห็นความคืบหน้าของการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่เซ็นสัญญาเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่ยังมีโครงการลงทุนในแหลมฉบัง สนามบินอู่ตะเภา ที่จะเซ็นสัญญาต้นปีนี้ ดังนั้นหากเมกะโปรเจคมีการลงทุน จะเป็นปัจจัยบวกค่อประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะในสายตานักลงทุนต่างชาติ


ดังนั้น จึงมีความหวังว่า รัฐบาลมีการเบิกจ่ายอย่างเต็มที่หรือเบิกจ่ายลงทุนสัดส่วน 60%ของงบรายจ่าย


เรื่องที่สาม ค่าเงินบาทแข็ง แม้ว่าต้นปีนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงราว 1% ซึางอ่อนค่าสุดในภูมิภาคเอเซีย ถือเป็นคนละข้างกับปีที่แล้วค่าเงินบาทแข็ง 8% แจ็งสุดในภูมิภาคเช่นกัน แต่พบ่าปัจจุบันค่าเงินบาทยังอยู่ระดับ 30.30 บาทต่อดอลลาร์ ยังเป็นระดับแข็งค่าอยู่ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ยังมีความกังวลชัดเจนต่อทิศทางเงินบาทแข็งค่าอยู่ในปีนี้ แม้ว่าที่ผ่านมา ได้แทรกแซงเงินบาทจนดันทุนสำรองระหว่างประเทศขึ้นสูง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีการออกมาตรการต่างๆเพื่อชะลอการไหลเข้าของเงินดอลลาร์ก็ตาม ล่าสุด ธปท. จึงต้องออกมาขอความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเดินหน้าการลงทุน เพื่อให้เกิดการสั่งสินค้าทุน เครื่องจักร วัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การนำเข้าเพิ่มขึ้น จะช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทได้


แต่ดร. ทิมมองว่า ภาพการนำเข้าเพื่อลงทุน ยังไม่เห็นในเร็วๆนี้ ประกอบกับทุกไตรมาสแรก เป็นไตรมาสที่ดีสำหรับดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาท ดังนั้นค่าเงินบาทยังแข็งค่าอยู่ระดับ 29.25 บาทต่อดอลลาร์


“แม้วันนี้ค่าเงินบาทจะแข็งขึ้น แต่ด้วยพิ้นฐานเศรษฐกิจไม่ได้แข็งแรง จึงมองว่าในระหว่างปี จะเห็นค่าเงินบาทปรับฐานลงมาเป็นอ่อนค่าได้ โดยคาดสิ้นปีนี้จะอ่อนค่าราว 31บาทต่อดอลลาร์”


ส่วนกระทบต่อภาคส่งออกไทย คือการแข็งค่าของเงินบาทจะยังคงกระทบต่อสินค้าอุตสาหกรรม แต่เริ่มมีสินค้าบางตัวดีขึ้น เช่น สินค้าอิเลคทรอนิกส์ที่ฟื้นตัวดีขึ้น และสินค้าเกษตรที่ยังสูญเสียการแข่งขัน สะท้อนจากปีที่แล้วค่าเงินบาทต้นปีอยู่ที่ 35 บาทต่อดอลลาร์และลงมาอยู่ระดับ 29.90 บาทต่อดอลลาร์ ภาคส่งออกสินค้าเกษตรมีการติดลบหนักมากปีที่แล้ว ซึ่งไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับสงครามการค้า เพราะสินค้าเกษตรที่ส่งออกเป็นอาหารที่บริโภคกัน


นอกจากนี้ ขณะนี้ ปัญหาค่าเงินบาท แข็งขึ้น กำลังกระทบต่อภาคท่องที่ยวของไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ที่มาเที่ยวไทยในราคาแพงขึ้น รวมทั้งประเทศไทยกำลังเกิดปัญหาฝุ่น pm 2.5 และไวรัสที่ระบาด ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหันไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น เกาหลีแทนมากขึ้น


“ที่ผ่านมาเศรษฐกิจมีภาคท่องเที่ยวช่วยขับเคลื่อน แต่ไตรมาสแรกนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ลดน้อยลง เรามองว่าในระยะสั้นนี้มีหลายปัจจัยลบที่น่ากังวล”


เรืาองที่สี่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ฟันธงว่า ภายในไตรมาสแรก ธปท. จะปรับลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% เหลือ 1% ทำนิวโลว์ เพราะปัจจุบันอยู่ที่ 1.25% ต่ำสุดรอบ 11 ปี นับตั้งแต่เกิดวิกฤตแฮมเบเกอร์สหรัฐ


สาเหตุที่ธปท. ต้องลดดอกเบี้ยลงอีก เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจอ่อนแอ จึงมองว่า ธปท. อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไตรมาสแรกนี้ เนื่องจากในระยะสั้นนี้ไม่น่าจะมีมาตรกระตุ้นทางการคลังที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากงบประมาณปี 2563 ยังอยู่ในกระบวนการประกาศใช้ แม้ว่าการเบิกจ่ายงบประมาณจะเริ่มขึ้น แต่ต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยระดับต่ำ ทีี่จำเป็นต้องมาช่วยส่งเสริมการใช้จ่ายทางการคลัง ซึ่งรัฐบาลยังให้ความสำคัญเน้นการบริโภคมากกว่าลงทุนในระยะสั้น


จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในระยะสั้น ดร.ทิม แห่งธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ จึงการฟันธงแบงก์ชาติ จะลดดอกเบี้ยเหลือ 1% ถือเป็นการมองต่างจากตลาดที่คาดจะมีการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้


ส่วนปัจจัยบวกเป็นภาพระยะยาว นั่นคือการลงทุนโครงการ EEC และเมกะโปรเจคต่างๆ ที่เป็นความหวังของเศรษฐกิจไทยที่จะเติบโตสู่ระดับศักยภาพหรืออยู่มี่ 4%ได้ในอนาคต แต่ในระยะใกล้ปีนี้ ดร.ทิมคาดว่า เศรษฐกิจเติบโตได้ราว 3% แต่หากสถานการณ์ในระยะสั้นนี้เปลี่ยนแปลง อาจเห็นการปรับลดคาดการณ์อีกครั้ง

Share: