โรคระบาด “โคโรนา” มีผลต่อหุ้นมากน้อยแค่ไหน?

การแพร่ระบาดของ “เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” ในประเทศจีน เริ่มสร้างความวิตกกังวลให้ผู้คนทั่วโลก โดยล่าสุดการจีนออกมายอมรับแล้วว่า เชื้อไวรัสดังกล่าว สามารถแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้ โดยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ (Novel coronavirus 2019) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ไวรัสโคโรนาอู่ฮั่น หรือ ไวรัสปอดอักเสบอู่ฮั่น โดยเชื้อไวรัสโคโรนาทำให้เกิดอาการปอดอักเสบ ผู้ติดเชื้อจะมีไข้ ไอ หายใจลำบาก รวมทั้งท้องเสีย


จนถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 6 ราย ติดเชื้อแล้วกว่า 300 คน ส่วนใหญ่อยู่ที่มณฑลหูเป่ย์ ทางตอนกลางของประเทศ ซึ่งมีเมืองอู่ฮั่นเป็นเมืองเอก ขณะที่เมืองใหญ่แทบทุกแห่งในจีน รวมถึงกรุงปักกิ่ง เมืองเซี่ยงไฮ้ เมืองเซินเจิ้น มีรายงานผู้ติดเชื้อแล้ว ส่วนในต่างประเทศก็พบผู้ป่วยแล้วทั้งในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ประเทศไทย ล่าสุด สหรัฐฯพบผู้ป่วยรายแรกแล้วเช่นกัน ทั้งนี้เกรงว่าจำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีนนี้


โรคระบาดมีผลต่อหุ้นมากน้อยแค่ไหน? ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา ที่มีการแพร่ระบาด“โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือ SARS”  และ โรคเมอร์ส (MERS) ได้ส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มสายการบิน โรงแรมและการท่องเที่ยว โดยหุ้นกลุ่มนี้จะฟื้นตัวขึ้นหลังสถานการณ์การระบาดคลี่คลายลง


ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้หุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลดลง เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2563 ราคาหุ้นกลุ่มการบิน (Aviation) ลดลง 3% โดย AAV  ลดลง 3% BA ลดลง 3%  NOK ปิดเท่าเดิม ส่วนไทย THAI ลดลง 3%  และ AOT ก็ลดลง 3% เช่นกัน โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า สภาวะการณ์ลงทุนวานนี้ถูกกดดันจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หลังศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐพบชาวอเมริกันติดเชื้อไวรัสโคโรนารายแรกที่เดินไปอู่ฮั่น ขณะที่ทางการจีนรายงานผู้ติดเชื้อทั่วประเทศมีจำนวนเกือบ 300 ราย และพบผู้ป่วยติดเชื้อในกรุงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง และในไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน ส่งผลให้กังวลสถานการณ์การระบาดจะคล้ายกับ SARS ในปี 2546 ส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวและการบริโภคชะลอตัว


ทางด้านบริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ประเมินว่า ถึงแม้ยังไม่พบผู้เสียชีวิตในไทย แต่อย่างไรก็ตามให้ติดตามสถานการณ์ช่วงหลังเทศกาลตรุษจีนก่อนประเมินผลกระทบ ขณะเดียวกันจากสถิติในปี 2546 ในช่วงที่โรคระบาด “โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือ SARS” ทำให้ นักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 24% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนในช่วงนั้น


โดย AOT มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวจีนกว่า 24% ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ทุกๆ 1% ของนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง จะส่งผลต่อกำไรของ AOT ประมาณ 0.1% ขณะที่กลุ่มโรงแรมอย่าง MINT, ERW, CENTEL มีสัดส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน 13-18% โดยสรุปเราแนะนำให้นักลงทุนติดตาม การแถลงผลการรักษาของคนไข้รายที่สองอย่างเป็นทางการ รวมทั้งดูว่าจะมีการยกระดับการป้องกันก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีนรึไม่ ? ซึ่งอาจส่งผลลบอย่างมีนัยยะต่อกลุ่มท่องเที่ยว


ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2563 ราคาหุ้นกลุ่มการบิน (Aviation) ลดลงนั้น คาดเกิดจากความกังวลการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาเริ่มรุนแรงเป็นปัจจัยลบต่ออุตฯ การบิน โดยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2563 ในเมืองอู่ฮั่นประเทศจีน ครั้งแรก (6 ม.ค.) มีการรายงานพบผู้ติดเชื้อดังกล่าวจำนวน 44 ราย เข้าขั้นวิกฤติ 11 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต นอกจากปัจจัยลบจากเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว หุ้นกลุ่มการบินยังมีปัจจัยลบจาก 1. ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน 2.ค่าเงินบาทแข็งค่า และ 3.สถานการณ์แข่งขันในธุรกิจสายการบินยังรุนแรง เป็นตัวกดดัน


หากเทียบกับการแพร่ระบาดของโรคซาร์สที่เกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกันในปี 2545-2546 เราพบว่าดัชนีราคาหุ้นกลุ่ม Tourism มีแนวโน้มปรับตัวลงในช่วง 7 เดือนแรกของการระบาดราว ลดลง 9% และฟื้นสู่ระดับปกติในอีก 1 เดือน ทั้งนี้ เราไม่ได้เทียบกับดัชนีหุ้นกลุ่มการบินเนื่องจากหุ้นกลุ่มการบินส่วนใหญ่เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ในช่วงปี 2555-2557 หลังจากการแพร่ระบาดของโรคซาร์สเกิดขึ้นแล้ว

 

 

แนะสะสมหุ้นกลุ่มโรงพยาบาล

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัดระบุว่า ในช่วงระยะสั้นให้หลีกเลี่ยงกลุ่มท่องเที่ยว และห้างสรรพสินค้าจากความกังวลต่อการระบาดของไวรัสโคโรนา ระยะกลาง ระยะยาวให้ชะลอการลงทุน โดยประเด็นไวรัสโคโรนาการระบาดเริ่มกระจายไปในหลายประเทศ มองว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่กดดันกลุ่มท่องเที่ยว จึงแนะนำทยอยสะสมกลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่มีการเก็งกำไรในประเด็นนี้  สำหรับกลุ่มที่แนะนำให้หลีกเลี่ยงคือ กลุ่มท่องเที่ยว และกลุ่มปิโตรเคมี ที่ได้รับอานิสงส์จากกรณีจีนประกาศแบนถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งและหลอดพลาสติกตามร้านอาหาร

 

 

กระทบท่องเที่ยวระยะสั้น

นักวิเคราะห์  บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวคาดอาจกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในระยะสั้น ดังนั้นหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยว อาจยังได้รับจิตวิทยาเชิงลบ แต่อย่างไรก็ดี เชื่อว่าท้ายที่สุด การร่วมมือกันในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาจากทุกประเทศในโลกจะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสดังกล่าวได้ ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ในอดีต ทั้งการติดเชื้อ MERS ในช่วงเดือน มิถุนายน 2558 และโรค SARS ระบาดในเดือนพฤษภาคม 2546 ที่อาจกดดันราคาหุ้นในระยะสั้น แต่หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายลง ภาพรวมกลุ่มท่องเที่ยวจะฟื้นกลับมาสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง โดยในกลุ่มท่องเที่ยว ยังคงชอบ AOT มากสุด ดังนั้นแนะกลยุทธ์ค่อยๆทยอยสะสมในจังหวะที่ราคาหุ้นปรับตัวลง

 

 

ระยาวเชื่อกลับมาฟื้นตัว

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ประเด็นดังกล่าว ในระยะสั้น ประเทศไทยเป็นประเทศยอดนิยมที่จีนชอบมา และเข้าใกล้เทศกาลตรุษจีนด้วย หุ้นกลุ่มสนามบิน AOT, กลุ่มสายการบิน เช่น AAV, BA,THAI,NOK และกลุ่มโรงแรม ERW,MINT,CENTEL ถูกขายทำกำไร เพราะมีความเสี่ยง หากโรคระบาดรุนแรง แต่ระยะยาวจะฟื้นกลับมาได้ เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป แนะนำ “ทยอยสะสม” เมื่อปรับลงมาลึกๆ เฉพาะหุ้นพื้นฐานดีคือ  AOT, MINT, ERW

Share: