CEO แบงก์ไทยพาณิชย์เปิดใจ ปมราคาหุ้นตก วางหมากปั๊ม รายได้ค่าฟีโตรับเศรษฐกิจเปราะบาง

ช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนต่างจด ๆ จ้อง ๆ กับราคาหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ จะหลุดต่ำ 100 บาทหรือไม่ หลังจากที่ตัวเลขผลประกอบการออกมาไม่เป็นไปตามคาดหวังทั้งกำไร และตัวสำคัญคือ หนี้เสียกับภาระตั้งสำรองที่ “สูงเกินคาด” จนกระทบต่อตัวเลขกำไร ที่ทำเอาตลาดแตกตื่น

 

แล้วแนวโน้มธุรกิจแบงก์ SCB ในปีนี้จะเติบโตไปในทิศทางใด และหากราคาหุ้นต่ำในขณะนี้ ยังพอซื้อได้หรือไม่ ลองมาฟังมุมมองของนายแบงก์ใหญ่ที่บริหาร SCB นาย "อาทิตย์ นันทวิทยา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ดูก่อนตัดสินใจลงทุน

 

ปีนี้การเติบโตของแบงก์ SCB จะมาจากการ Lean และการลดค่าใช้จ่ายให้มากที่สุด ดังนั้นจึงเห็นการจัดทัพองค์กร การตั้งบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) ขึ้นมาเป็นโฮลดิ้งคอมพานีที่ SCB ถือหุ้น 100% ด้วยงบลงทุน 20,000 ล้านบาท ที่จะทยอยลงทุน ในช่วงระยะเวลา 3 ปี ซึ่งเป็นงบก้อนเดิมที่เคยตั้งไว้อยู่แล้ว โดยการดำเนินการใน ครั้งนี้จะเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างแยกออกมาเป็นบริษัท แต่ทางงบบัญชีจะเป็นงบกลุ่มแบงก์อยู่

 

บริษัท SCB 10X จะถือหุ้นในบริษัทย่อยที่เกี่ยวกับธุรกิจด้านเทคโนโลยีของ SCB ได้แก่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส, เอสซีบี อบาคัส และมันนิกซ์ (MONIX) รวมถึงบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จะจัดตั้งหรือลงทุนในอนาคต

 

บทบาทของ บริษัท SCB 10X คือ เข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อน โดยดิจิทัลเทคโนโลยี ทั้งการเข้าไปลงทุนเอง การลงทุนร่วมสร้าง และการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ โดยที่ SCB จะไม่ต้องใส่ทุนให้แล้ว ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับธนาคาร โดยธนาคารจะมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า รวมถึงสร้างมูลค่าจากธุรกิจใหม่ที่สามารถมาทดแทนและเพิ่มการเติบโตให้กับธนาคารได้อีกด้วย

 

ดังนั้นต่อไปธนาคารไทยพาณิชย์ จะเดินหน้าธุรกิจธนาคารเป็นหลัก ซึ่ง “ซีอีโอ” ยอมรับว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง การดำเนินธุรกิจของแบงก์จึงต้องเพิ่มกันชนไว้รองรับ เพื่อให้สามารถประคองตัวอยู่รอดได้ในปีนี้

 

ดังนั้นปีที่แล้วธนาคารจึงได้ดำเนินการเรื่องตั้งสำรองสูง ที่มาพร้อมกับการบริหารจัดการกลุ่มลูกหนี้บางส่วนที่ยังไม่เป็น NPL หรือหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ มานับรวมเป็นกลุ่ม NPL ไปด้วย จึงทำให้ปีที่แล้ว ตัวเลข NPL สูง 3.4% ของสินเชื่อรวม ซึ่งผลจากจัดชั้น NPL ล่วงหน้า และตั้งสำรองสูงไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ปีนี้ธนาคารมีภาระเบาตัวขึ้น ขณะที่ตั้งเป้าหมายว่า NPL จะไม่สูงไปกว่าปีที่แล้ว

 

“เรารู้ว่าจะมีกำไรเยอะในปีที่แล้ว และมองไปข้างหน้าว่าปีนี้เศรษฐกิจ ยังมีความน่ากังวล การฟื้นตัวที่ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรให้มีกันชน จึงใข้โอกาสนั้น (กำไรเยอะ) แต่เพราะเราไม่ได้สื่อสารออกมา จึงเกิดพลิกล็อคอย่างที่เห็นราคาหุ้น ขณะที่เราทำสิ่งที่เชื่อว่า ลูกหนี้กำลังจะเป็นเอ็นพีแอล แต่เขาอาจจะไม่เป็นก็ได้ แต่เราจัดชั้นไปก่อน จึงทำให้เอ็นพีแอลโผล่ขึ้นมาเยอะ และตั้งสำรองเยอะขึ้น ซึ่งทำให้เครดิต คอส (ภาระค่าใช้จ่ายต่อการตั้งสำรอง) เพิ่มขึ้นมาราว 170% แต่ปีนี้จะลดลงมาเหลือ 120% “

 

“อาทิตย์” กล่าวย้ำว่า ปีนี้จะเห็นตัวเลขงบลงทุน ค่าใช้จ่ายจะลดลง

 

สำหรับแนวโน้มการเติบโตธุรกิจแบงก์ SCB ในปีนี้ “นายอาทิตย์” บอกว่า จะพยายามอดกลั้นไม่บุกเรื่องรายได้จากสินเชื่อ โดยจะเพิ่มความระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นพิเศษ ต่อเนื่องจากมี่ทำตั้งแต่กลางปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นทิศทางการปล่อยสินเชื่อของ SCB จะไม่เน้นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง และจะไม่เน้นปล่อยสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำ เนื่องจากเห็นว่าการเติบโตของสินเชื่อ ไม่ได้ทำให้รายได้เพิ่มขึ้นมากแต่อย่างใด โดยเฉพาะสินเชื่อที่มีความเสี่ยงเวลานี้ จะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อยและสินเชื่อเอสเอ็มอี ดังนั้นสินเชื่อ 2 ตัวนี้จะไม่เติบโตนัก

 

ทั้งนี้ธนาคารไทยพาณิชย์มีพอร์ตสินเชื่อรายย่อยประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะหนักไปสินเชื่อที่อยู่อาศัย 6 แสนล้านบาท ส่วนสินเชื่อภาคธุรกิจราว 7 แสนล้านบาท และสินเชื่อเอสเอ็มอี 3 แสนล้านบาท

 

สำหรับรายได้ที่จะเน้นเติบโตคือ รายได้จากค่าธรรมเนียม ซึ่งจะมาจาก 2 ด้าน ได้แก่ ด้านแบงก์แอสชัวรันส์ (ขายประกันผ่านแบงก์) ซึ่งปีนี้จะเป็นปีที่ SCB ไฮไลท์ โดยปัจจุบันทำสัญญาขายโปรดักส์ประกันให้แก่ บริษัทไทยพาณิชย์ประกันชีวิต ที่อยู่ในเครือ FWD ระยะเวลา 15 ปี จะทยอยออกโปรดักต์มาอย่างต่อเนื่อง และอีกด้านคือ การบริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) ซึ่งสัดส่วนรายได้จากค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ประมาณ 30% ของรายได้รวม และคาดว่าจะมีการเติบโตได้ 7-10%

 

“จากที่เราทำทั้งการลดค่าใช้จ่าย การ Lean ตัวเองและการทำ Asset Quality ทั้ง 3 ตัวนี้ จะทำให้ SCB เกิดผลประกอบการที่ดี จากที่เราปรับตัว เชื่อว่าในยามที่เศรษฐกิจแย่ เราจะไม่อยู่ในภาวะที่คับขัน เราเชื่อว่า Outlook ปีนี้ วางไว้ดีกว่าปีที่แล้ว”

 

สำหรับการขยายตัวในไตรมาสแรกของปีนี้ “ซีอีโอ” SCB บอกอย่างมั่นใจว่า ดีกว่าไตรมาส 4 ปีที่แล้วแน่นอน สะท้อนจากตัวเลขของเดือนแรกในต้นปีนี้ พร้อมกับประกาศยุทธศาสตร์ของSCB ปีนี้ รายได้เติบโตและลดค่าใช้จ่าย

 

หุ้น SCB จะลุกกลับมาวิ่งไปต่ออย่างไรในปีนี้ คงต้องติดตามกันดู โดยปัจจุบันมูลค่าทางบัญชีของ SCB อยู่ที่ 116 บาทต่อหุ้น

 

Share:

Related Stories