ตั้งเป้า…ผลตอบแทน ‘พอร์ตแนะนำ’ ขั้นต่ำ 3% ต่อปี

ในท่ามกลางปัจจัยลบและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในปี2019 นั้น “บลจ.กสิกรไทย” ยังคงมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) ทั้งหมด 1.43 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมที่ประมาณ 6%

           

ปัจจุบัน ‘บลจ.กสิกรไทย’ เป็นผู้นำในกลุ่ม ‘กองทุนรวม’ และ ‘กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ’

           

เป็นบลจ.ที่มี ‘กองทุน 5 ดาว’ มากสุดติด 1 ใน 2 ของอุตสาหกรรม มีฐาน ‘ลูกค้าที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิตอล (Digital-based Users)’ มากที่สุดในอุตสาหกรรมกว่า 2.7 แสนราย และตั้งเป้าปีนี้จะโตอีก 16% ขึ้นแตะ 3.1 แสนราย

           

ในปีหนู 2020 ทิศทางการเติบโตของบริษัทและมุมมองการลงทุนจะเป็นเช่นไร ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดี ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 



ตั้งเป้าขยายฐาน ‘ลูกค้าช่องทางดิจิตอล’ เพิ่ม 16%

 

สำหรับ “บลจ.กสิกรไทย” นั้นยังคงตั้งเป้าการเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจกองทุนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรักษาฐานลูกค้าเดิม ขยายฐานลูกค้าใหม่ และเพิ่มศักยภาพการลงทุนผ่านช่องทางดิจิตอล

           

“วศิน วณิชย์วรนันต์” ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย จำกัด บอกถึงแผนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในนปีหนูทองให้ฟังว่า บริษัทเองถือเป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อตอบโจทย์ให้กับผู้ลงทุน สำหรับจำนวนลูกค้าที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิตอล (Digital-based Users) ในปีที่ผ่านมา มีประมาณกว่า 60% จากจำนวนลูกค้ากองทุนรวมทั้งหมด ซึ่งรวมเป็นมูลค่าการซื้อขายกว่า 300,000 ล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งเป้าจำนวนลูกค้าที่ลงทุนผ่านช่องทางดิจิตอล เพิ่มขึ้นอีก 16% จากจำนวนลูกค้ากองทุนรวมทั้งหมด

 

 

ส่วนการขยายฐานผ่าน ‘การเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ (Online Opening Account)’ เราได้มองเห็นอัตราการเติบโตของผู้ลงทุนกลุ่มคนรุ่นใหม่จากยอดการเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ที่มีอายุระหว่าง 20 – 30 ปี ที่ได้เข้ามาเปิดบัญชีกองทุนออนไลน์ผ่าน App ‘K PLUS’ และ ‘K-My Funds’ กว่า 55% เราจะพยายามสื่อสารกับคนรุ่นใหม่เหล่านี้ให้ดียิ่งขึ้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

 

“สำหรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ผ่าน ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ นั้น ยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก จากการประเมินของบริษัทเทียบได้จากจำนวนสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ในระบบที่มีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 45 ปี และมีศักยภาพเข้าลงทุนใน ‘กอง SSF’ ได้ ซึ่งคาดว่ามีอยู่ประมาณ 500,000 ราย หรือ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนกว่า 50,000 – 70,000 ล้านบาท โดยบริษัทได้เตรียมแนวทางการออก ‘กอง SSF’ เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความต้องการด้านใดด้านหนึ่ง ได้แก่ ค่าธรรมเนียมที่ต่ำ (Competitive Fee) เข้าใจได้ง่าย (Easy to Understand) และสอดรับกับกระแสโลก (New Trend) หรือครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน โดยจะต้องเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยด้วย”

 

 

ชูกลยุทธ์ “Investor Focus”...สร้างประสิทธิผลการลงทุนฝ่า ‘ตลาดโลกผันผวน’

 

ในปีหนู2020 โดยชูกลยุทธ์ ‘Investor Focus’ ที่มุ่งเน้นสร้างประสิทธิผลจากการลงทุนให้กับผู้ลงทุนในภาวะตลาดโลกผันผวน ซึ่งประกอบไปด้วย การนำเสนอกองทุนที่สอดรับกับสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอน การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านการลงทุนให้ตอบโจทย์ผู้ลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และการแนะนำพอร์ตการลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น

 

“สุรเดช เกียรติธนากร” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด บอกว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนออกกองทุนใหม่ทั้งที่เป็นกองทุนทั่วไป และกองทุนทางเลือกอย่าง ‘Private Equity Fund’ รวมแล้วกว่า 6 กองทุน ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงแนะนำกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายทั้งกองทุนตราสารหนี้ กองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นต่างประเทศ และกองทุนผสม เป็นต้น


ในปี2019 ตลาดการลงทุนของโลกมีความผันผวนค่อนข้างมาก แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยเองไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ตามพอร์ตแนะนำ ‘FITL’ และ ‘FITXL’ ในปีที่ผ่านมาสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยซึ่งคำนวณจากดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 7.4% ต่อปี และ 9.9% ต่อปี ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าพอใจเลยทีเดียวด้วยการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม พบว่ามีลูกค้าเพียง 15% เท่านั้นที่ลงทุนด้วยตัวเองและสามารถเอาชนะพอร์ตแนะนำได้ ในขณะที่อีก 85% ไม่สามารถเอาชนะพอร์ตแนะนำได้


บริษัทยังมุ่งพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ บน App ‘K-My Funds’ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ลงทุนได้ดียิ่งขึ้น โดยได้มีการออกแบบข้อความคำแนะนำการลงทุนเป็นรายบุคคล (Personalized Messages) กว่า 100 แบบผ่าน Smart Notification เพื่อให้ลูกค้าได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร และสถานการณ์การลงทุนได้ทันท่วงที

 

“ในปีนี้ ผู้ลงทุนสามารถใช้พอร์ตแนะนำเป็นแนวทางในการลงทุนได้ โดยบริษัทได้ตั้งเป้าบริหารพอร์ตแนะนำเพื่อสร้างผลตอบแทนขั้นต่ำ 3% ต่อปี สำหรับลูกค้าที่รับความเสี่ยงได้น้อยที่สุด”

 


สุรเดช เกียรติธนากรและนาวิน อินทรสมบัติ

 

         
“นาวิน อินทรสมบัติ”
Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด มองภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี2020 ว่า ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากปีที่แล้ว แต่จะไม่ลงมาก โดยเศรษฐกิจหลักทั้งสหรัฐ จีน และอินเดียยังมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องในปีนี้ ตัวช่วยจากนโยบายการเงินก็มีข้อจำกัดจากดอกเบี้ยทั่วโลกที่ทรงตัวในระดับต่ำ การลดดอกเบี้ยหรือพิมพ์เงินขึ้นใช้คงไม่ได้ช่วยอะไรมาก แต่ละประเทศคงต้องดูแลตัวเองผ่านนโยบายการคลังของรัฐบาลแต่ละประเทศ ด้าน ‘ปัจจัยเสี่ยง’ ยังคงมีความเสี่ยงจากประเด็นทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ประเด็น Brexit และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitical Risk) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกดดันต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

 

 

อย่างไรก็ตาม นโยบายการเงินของประเทศแกนหลัก ยังคงผ่อนคลายทั้งด้านนโยบายดอกเบี้ย และการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตร เพื่อประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้น ทำให้ส่งผลดีต่อบรรยากาศการลงทุนเช่นเดียวกัน

 

 

“ปี2019 หุ้นปรับตัวขึ้นมามากจนแพง แต่ไม่ใช่แพงเพราะกำไรโต แต่ขึ้นมาเพราะ P/E ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในปีนี้สินทรัพย์ทุกประเภทยังคงปรับตัวขึ้นได้แต่คงไม่มากเหมือนในปีที่ผ่านมา แต่ข้อดี คือ ก็คงไม่ลงแรงเช่นเดียวกันจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายที่สนับสนุนอยู่ สภาพคล่องในระบบยังมีมาก เป็นปีที่เศรษฐกิจโตช้า สินทรัพย์แพงแล้ว และความเสี่ยงยังคงมีอยู่ ผู้ลงทุนต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายตลาดประกอบกัน ดังนั้น การกระจายการลงทุนจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง”

 

“ไวรัสโคโรนา”...น่าจะจบได้ใน 3 เดือน-แบงก์ชาติมีโอกาส ‘หั่นดอกเบี้ย’ อีกครั้งครึ่งปีหลัง

        

แม้เปิดศักราชปีหนู2020 มาจะมีปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ เพิ่มเติมเข้ามา ไม่ว่าจะความขัดแย้งระหว่าง ‘สหรัฐ-อิรัก’ หรือล่าสุด ‘ไวรัสโคโรนา’ ที่กำลังแผลงฤทธิ์อยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามมุมมองการลงทุนใน ‘หุ้นไทย’ และ ‘ตราสารหนี้ไทย’ ยังคงน่าสนใจลงทุนอยู่ในปีนี้

 

“ธิดาศิริ ศรีสมิต” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังคงมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับอัตราคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในปี2020 ที่ประมาณ 6 - 8% โดยคาดว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้ มีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นแตะ 1,700 จุด สะท้อน Forward PE ที่ 16.7 เท่า และ Dividend Yield ที่ประมาณ 3.17% แม้ต้นปีมานี้จะมีปัจจัยลบใหม่เพิ่มเติมเข้ามาแต่เรายังไม่ได้ปรับเป้าหมายใหม่ ในส่วนของ ‘ไวรัสโคโรนา’ นั้น เชื่อว่าด้วยประสบการณ์ของจีนน่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้และเรื่องนี้น่าจะจบลงได้ใน 3 เดือน หากเทียบเคียงกับ ‘ไข้หวัด SARS’ ในปี2003 นั้น กระทบ GDP ประมาณ 0.2% แต่ตอนนั้นนักท่องเที่ยวจีนน้อยกว่าในปัจจุบันมาก แต่ถ้าควบคุมได้เร็วก็คงไม่กระทบอะไรมากเช่นกัน

 

“ปัจจัยเสี่ยงที่แทรกเข้ามาในเรื่องของ ‘ภัยแล้ง’ ก็คงกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรซึ่งยังไม่ฟื้นตัวที เดิมปัจจัยบวกที่จะมากระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ก็เป็น ‘การลงทุนภาครัฐ’ แต่หลังจากมีประเด็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกันจะส่งผลต่องบประมาณหรือไม่ คงต้องติดตามดูต่อว่าเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร”

 

ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์และธิดาศิริ ศรีสมิต

 

 

“ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์” Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด มองว่า สภาพคล่องในระบบการเงินโลกยังมีอยู่สูง ทิศทางดอกเบี้ยโลกมีแนวโน้มทรงตัวหรือถ้าจะลงก็ลงไม่มากแล้ว ‘สหรัฐ’ คงลดดอกเบี้ยได้อีก 1-2 ครั้ง ในขณะที่ ‘ไทย’ เองมีแนวโน้มทรงตัวหรือถ้าจะลงก็ลงได้ 1 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นการลงเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ได้หวังผลในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ประการใด ส่วนหนึ่งที่ทำให้ ‘ค่าบาทแข็ง’ นั้น ยังคงมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเอง อย่างไรก็ตามในปีนี้ก็มีแนวโน้มที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้ามา จากแนวโน้มที่ไทยอาจมีโอกาสที่จะปรับอันดับเครดิตดรทติ้งขึ้น

           

“สำหรับผลตอบแทนของกลุ่ม ‘กองทุนตราสารหนี้ (T+1)’ คาดผลตอบแทนเฉลี่ย 1.25% ต่อปี จากปีก่อนที่ 2.0% ต่อปี ในขณะที่ ‘กองตราสารหนี้ทั่วไป’ นั้น ผลตอบแทนน่าจะลงมาอยู่ที่ 1.5-1.8% ต่อปี จากปีก่อนที่เฉลี่ย 3.0% ต่อปี แต่ก็ยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยเงินฝาก”

           

ทั้งหมดนี้ คือ การก้าวย่างของ “บลจ.กสิกรไทย” ในปีหนู2020 ที่กำลังจะมุ่งไป ตลอดจนมุมมองการลงทุนเพื่อเดินหน้าสู่ความเป็น ‘ผู้นำ’ ในอุตสาหกรรมกองทุนที่อยู่เคียงข้างกับ ‘ความสำเร็จ’ ของผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

 

Share: