10 ปีของขาขึ้นของสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นสหรัฐบวกทะลุ 174% !!

10 ปีที่ผ่านมาโลกเผชิญกับภาวะเงินท่วมโลก เม็ดเงินมากมายไหลเข้ามาในสินทรัพย์เสี่ยงทำให้สินทรัพย์ต่างๆมีราคาที่ปรับเพิ่มขึ้น และหนึ่งในสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดคือตลาดหุ้น ซึ่งหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดหนีไม่พ้นตลาดหุ้นสหรัฐ

 

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด ได้เก็บข้อมูลผลตอบแทนของแต่ละสินทรัพย์ว่าให้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร และพบว่าตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สูงถึง 174 % ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทน 115%

 


ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มองว่า ภาพรวมการลงทุนในปี 2563 ซึ่งเข้าสู่ช่วงทศวรรษแห่งความเสี่ยง (ปี 2020-2030) ว่า จะเป็นยุคที่นักลงทุนหาผลตอบแทนได้ยากขึ้นจากภาวะหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นผลพวงจากการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านกระบวนการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายหรือ QE ของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ กว่า 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา



การทำ QE ของธนาคารกลางต่าง ๆ ทำให้สภาพคล่องในระบบสูงขึ้น ผลักดันให้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นกว่า 174% ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นกว่า 115% นอกจากนี้ราคาสินทรัพย์เกือบทุกประเภทเพิ่มขึ้น เช่น ทองคำในรูป US$ ปรับตัวขึ้นกว่า 38% ราคาที่ดินในกรุงเทพและปริมณฑลปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 118% และผลตอบแทนพันธบัตรไทย โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นกว่า 69% แต่หนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นจาก 58% ของ GDP มาสู่ 80% ของ GDP หนี้สินทั้งหมดของจีนเพิ่มขึ้นจาก 161% ของ GDP มาสู่ 258% ของ GDP ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

 


ทั้งนี้บล.ทรีนีตี้ มองว่าจีดีพีไทยจะขยายตัว 2.8-2.9 % ขณะที่คาดการณ์ทิศทางดัชนีหุ้นไทยปี 2563 ว่าจะแกว่งตัวเป็น Sideway ขนาดใหญ่ ในกรอบ 1,480-1,700 จากประมาณการกำไรหรือ EPS ที่ยังคงไม่มีสัญญาณการถูกปรับขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยจะมีแรงจูงใจเรื่องเงินปันผล (Yield-Driven Market) ที่ดี โดยคาดการณ์ว่า ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวดีขึ้นในช่วง 4 เดือนแรก ตามปัจจัยฤดูกาลของหุ้นปันผลสูง ก่อนที่จะปรับย่อตัวลงหลังจากนั้น


Share: