บรรลุเป้าหมายด้วย ‘การลงมือทำ’!!!

หลายคนฝันอยากมีเงินล้าน อยากเป็นเศรษฐี อยากมีรถสปอรต์หรูราคาแพง หรืออยากเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก แต่เคยคิดกันไหมครับว่า ความฝันส่วนใหญ่ข้างต้นนั้นต่างต้องแลกมาด้วยเงินทั้งนั้น แน่นอนว่า หากอยากให้ความฝันของตนนั้นเป็นจริงได้ ก็ต้องรู้จัก ‘แปลงความฝัน’ นั้นให้กลายเป็น ‘เป้าหมาย (Goal)’ ที่ต้องการเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพราะ การกำหนดเป้าหมายถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆ ของการวางแผนชีวิตในแต่ละด้านนั่นเองครับ

        

คำว่า “เป้าหมาย” หากพูดง่ายๆ หมายถึง สิ่งที่เราอยากได้ อยากมี อยากทำในอนาคตนั่นเอง ซึ่งเป้าหมายของคนแต่ละคนก็อาจแตกต่างกันออกไปตามความฝันของคนแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน และคนๆ นึงอาจมีเป้าหมายที่มากกว่าหนึ่งเป้าหมายก็เป็นได้ บางครั้ง เป้าหมายที่เรากำหนดไว้ อาจจะไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง แต่เพื่อคนที่เรารักรอบข้างก็เป็นได้

        

“นอกจากนี้ เป้าหมายยังเป็นเสมือนกับออกซิเจนที่ช่วยเติมความฝันให้เป็นจริง และเปรียบเสมือนเข็มทิศที่ช่วยให้ชีวิตเราไม่สะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง สามารถวางแผนชีวิตในด้านต่างๆ ได้ง่าย และชัดเจนมากยิ่งขึ้นครับ”

        

ทั้งนี้หลักของการกำหนดเป้าหมายชีวิตที่ดี และเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็คือ หลัก SMART’ ซึ่งประกอบด้วย

 

  1. S: ‘Specific’ หมายถึง เป้าหมายที่กำหนดต้องมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจง ชัดเจน และไม่คลุมเครือ ยิ่งเป้าหมายชัดเจนมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะบรรลุผลก็ย่อมมีมากขึ้น โดยต้องรู้ว่า ต้องการอะไร (What) ทำไปเพื่ออะไร (Why) มีใครเกี่ยวข้องด้วย (Who) จะทำสำเร็จที่ไหน (Where) และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง (Which)
  2. M: ‘Measurable’ หมายถึง เป้าหมายที่กำหนดต้องสามารถวัดผลเป็นตัวเลข หรือตัวเงินได้อย่างชัดเจน เพื่อให้เป็นรูปธรรมที่มากขึ้น โดยทำให้ทราบว่า สิ่งที่ได้ทำอยู่ขณะนั้นมีความคืบหน้ามากน้อยเพียงใดเมื่อเทียบกับตัวเลขที่ใช้สำหรับวัดผล
  3. A: ‘Achievable’ หรือ ‘Attainable’ หมายถึง เป้าหมายที่กำหนดต้องสามารถบรรลุผลได้จริง สามารถเอื้อมถึง ไม่ยากเกินไปจนทำไม่ได้ แต่ก็ไม่ง่ายจนเกินไป โดยรู้ว่า ต้องทำอย่างไรเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
  4. R: ‘Realistic’ หรือ ‘Reasonable’ หมายถึง เป้าหมายที่กำหนดต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ และไม่ใช่เรื่อง ‘เพ้อฝัน’ ที่ไม่มีทางเป็นไปได้
  5. T: ‘Time-bound’ หมายถึง เป้าหมายที่กำหนดจะต้องมีกรอบระยะเวลาในการวัดผลที่ชัดเจน และมีวันสิ้นสุดที่แน่นอน โดยรู้ว่า ต้องใช้เวลานานเท่าใด และเมื่อใดถึงจะบรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ไม่ใช่เป้าหมายที่เลื่อนลอย ไม่มีจุดจบ หรือสามารถเลื่อนออกไปได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ สามารถแบ่งเป้าหมายตามกรอบระยะเวลาในการวัดผลออกได้เป็น

        -เป้าหมายระยะสั้น (ไม่เกิน 3 ปี)

        -เป้าหมายระยะกลาง (ภายใน 3 ถึง 7 ปี)

        -เป้าหมายระยะยาว (ยาวกว่า 7 ปี)

        

สำหรับ ‘การวางแผนการเงิน’ ก็เช่นกัน ต้องมีการกำหนดเป้าหมายทางการเงินให้ได้เสียก่อนโดยใช้หลัก SMART’ ที่กล่าวถึงข้างต้น หากแต่เป้าหมายทางการเงินที่ดียังต้องตอบคำถามเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ นี้ให้ได้อย่างครบถ้วนครับ

 

  1. ต้องการอะไร (What) ระบุได้ว่า เป้าหมายทางการเงินดังกล่าวคืออะไร เช่น ต้องการเงินไว้สำหรับท่องเที่ยว ต้องการซื้อรถยนต์ หรือต้องการทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อ เป็นต้น

  2. ต้องการเมื่อไหร่ (When) ระบุได้ว่า ต้องการให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการเมื่อไหร่ เช่น ต้องการเงินไว้สำหรับท่องเที่ยวเมื่อใด ต้องการซื้อรถยนต์เมื่อไหร่ หรือต้องการทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อภายในเวลากี่ปี เป็นต้น

 

 

  1. ต้องใช้เงินมากน้อยเพียงใด (How Much) ระบุได้ว่า ต้องใช้เงินจำนวนเท่าใดเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เช่น ต้องใช้เงินจำนวนเท่าใดสำหรับท่องเที่ยว รถยนต์ที่ต้องการซื้อราคาเท่าไหร่ หรือทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อรวมแล้วเป็นเงินจำนวนเท่าใด เป็นต้น

        
แน่นอนว่า เมื่อสามารถ ‘กำหนดเป้าหมายทางการเงิน’ ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นต่อไปก็คือ ‘ลงมือออม’ หรือ ‘ลงทุน’ เพื่อให้สามารถบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดขึ้นได้นั่นเองครับ

 

Share: