“บลจ.กรุงไทย”...ส่ง ‘กองตราสารหนี้’ ขายถึงวันที่ 7 ก.พ. 20 นี้

“บลจ.กรุงไทย”...ส่งกองตราสารหนี้ Roll Over ‘KTSIV6M5’ อายุ 6 เดือน ลุยตราสารหนี้คุณภาพในประเทศ คาดผลตอบแทน 0.90 % ต่อปี ขายวันนี้- 7 ก.พ. 20 นี้


นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ในระหว่างการเปิดจำหน่าย Roll Over รอบใหม่ คือ ‘กองทุนเปิดกรุงไทยสมาร์ท  อินเวส 6 เดือน 5 (KTSIV6M5)’ รหัสกองทุน คือ ‘K5I’ ตั้งแต่วันที่ 3 – 7 ก.พ. 20 อายุโครงการประมาณ 6  เดือน เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ/ตราสารหนี้ธนาคารพาณิชย์ และตราสารหนี้ภาคเอกชนไทย ผลตอบแทนของกองทุนอยู่ที่ประมาณ 0.90% ต่อปี  ผลตอบแทนที่ได้รับไม่เสียภาษี ยกเว้นนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ประกอบกิจการในประเทศไทย

 

(ชวินดา หาญรัตนกูล)

 

โดยตราสารที่คาดว่าจะลงทุน คือ ตั๋วแลกเงิน บมจ.ราชธานีลิสซิ่ง ในสัดส่วนประมาณ 9% ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับประมาณ 0.14% ต่อปี และ พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ในสัดส่วนประมาณ 91% ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับประมาณ 1.00% ต่อปี (ที่มาของข้อมูล: ข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์และผู้ค้าตราสารหนี้ วันที่ 31 ม.ค. 20) ทั้งนี้ เงินลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศจะทำการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน


“โดยทรัพย์สินที่ลงทุนหรือสัดส่วนการลงทุนอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะเมื่อมีความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสำคัญ โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นต้องไม่ทำให้ความเสี่ยงของทรัพย์สินที่ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทจัดการอาจพิจารณาลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝาก ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นที่สำนักงานฯ อนุญาตให้ลงทุนได้ภายใต้กรอบการลงทุนของ บลจ. กรุงไทย ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่ได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่ประมาณการไว้”


นางชวินดา ยังกล่าวอีกว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ 17-24 ม.ค. 20 ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในประเทศมีการปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุตามแรงซื้อเพื่อลดความเสี่ยงจากกระแส Risk Off จากความกังวลเรื่องการระบาดของ Coronavirus ที่กระทบกับการท่องเที่ยวและอีกหลายอุตสาหกรรม และทำให้ USD มีการแข็งค่าเมื่อเทียบกับ Other Currency รวมถึงเงินบาทที่มีการอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว ประกอบกับแผนการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลน่าจะล่าช้าออกไปหลังต้องส่งร่าง พรบ. งบประมาณให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณีเสียบบัตรแทนกันของ ส.ส. โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติเป็นยอดซื้อสุทธิจำนวน 6,492 ล้านบาท


“สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามจะเป็นความคืบหน้าของ พรบ. งบประมาณ ปี 2020 ความคืบหน้าของสถานการณ์ Coronavirus และวิธีการรับมือ ความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนระหว่างประเทศ และการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศ”


ส่วนอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมีการปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุตามแรงซื้อเพื่อลดความเสี่ยงจากกระแส Risk Off จากความกังวลเรื่องการระบาดของ Coronavirus ที่กระทบกับการท่องเที่ยวและอีกหลายอุตสาหกรรม ประกอบกับตลาดเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก Phase 2 น่าจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเดือนพ.ย. โดยสรุปอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุคงเหลือ 2 ปี ปรับตัวลดลง 9 bps. มาอยู่ที่ 1.49% ต่อปี อายุคงเหลือ 5 ปี ปรับตัวลดลงมา 12 bps. มาอยู่ที่ 1.51% ต่อปี และอายุคงเหลือ 10 ปี ปรับตัวลดลง 14 bps. มาอยู่ที่ 1.70% ต่อปี


“สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามจะเป็นผลการประชุม Fed การถอดถอนประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ความคืบหน้าของสภานการณ์ Coronavirus และวิธีการรับมือ”

Share: