ใช้โอกาส “บาทแข็ง”...ออกไปลงทุนใน ‘ต่างประเทศ’ แบบมีส่วนลด!!!

“บลจ.บางกอกแคปปิตอล” หนึ่งใน ‘บลจ.ลูกโบรก’ ที่สามารถเติบโตได้ในธุรกิจกองทุน จากที่เริ่มต้นในปี2015 ด้วยสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 15,000 ล้านบาท ผ่านมา 5 ปีจบสิ้นปี2019 ที่ระดับ 40,189 ล้านบาท โตกว่า 200%

           

โดยในปีที่ผ่านมายังเป็นบลจ.ที่มีธุรกิจ ‘กองทุนรวม’ เติบโตสูงสุดของอุตสาหกรรมอีกด้วยกว่า 138% หลังต่อยอดโพรดักท์ของตัวเองนำเสนอในรูปแบบของกองทุนรวม ขายผ่านเครือข่าย ‘แบงก์กรุงเทพ’ ก็เห็นผลทันตาเลยทีเดียว

           

และหวังว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า ตัวเลข AUM จะติดปีกทะยานไปทะลุ ‘1 แสนล้านบาท’ ได้ ซึ่งจะกลายเป็นบลจ.ลูกโบรกแห่งที่2 ที่มี AUM เกินแสนล้านบาทในทันที

           

ทิศทางธุรกิจและการลงทุนในปีหนู2020 จะเป็นเช่นไรนั้น ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ มาฝากกันเช่นเคย

          

 

Solution Based”...จุดยืนที่แตกต่างของ ‘BCAP’

 

การเติบโตของธุรกิจมองผ่านขนาดของ AUM ทุกบลจ.ล้วนคาดหวังไม่แตกต่างกัน แต่วิธีการของ ‘บลจ.บางกอกแคปปิตอล’ กลับแตกต่างอออกไป

         
“เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด
บอกว่า เราเป็นบลจ.ที่แตกต่างเพราะโฟกัสที่ ‘Solution Based’ คือ มองเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการออมและการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับนักลงทุนได้ในระยะยาว แล้วจึงมาดูว่า ‘Product’ อะไรบ้างที่จะเป็น ‘ประโยชน์’ กับนักลงทุน อะไรเป็น ‘กองทุน’ ที่ควรมีเพื่อให้นักลงทุนสามารถนำไปใช้เพื่อบริหารการลงทุนของตัวเองได้ ไม่ใช่ AUM ที่ไม่มีความหมายอะไร 70% ของ AUM เป็น ‘กอง Term Fund’ หรือ ‘กองตราสารตลาดเงิน’ กองทุนมีเต็มไปหมด เพราะมองว่ากองไหนน่าจะขายได้ดี ก็ออกมา ไม่ได้เกิดจากความต้องการของลูกค้าจริงๆ จึงกลายเป็น ‘Pain Point’ ของนักลงทุนไทยในปัจจุบัน มีกองทุนเต็มไปหมด เพราะบลจ.ก็ขายอย่างเดียว แต่ไม่มีคำแนะนำให้ แต่เราไม่ใช่แบบนั้น

           

“ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พัฒนาและวางโครงสร้างพื้นฐานของระบบเพื่อรองรับการลงทุนระดับโลกไปในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก (Global Platform) โดยเริ่มจากการลงทุนให้กลุ่มลูกค้ากองทุนส่วนบุคคลก่อนที่จะขยายมาธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จนในที่สุดก็ต่อยอดนำกระบวนการลงทุนระดับโลกที่ใช้อยู่มาสู่รูปแบบของกองทุนรวมในที่สุด เพราะเราต้องการเห็นคนไทยทุกคนมีโอกาสออกไปลงทุนในต่างประเทศเท่าเทียมกัน ในแบบที่มันควรจะเป็น เราเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในโพรดักต์แบบ Passive ไปต่างประเทศเราก็ไปผ่านกองอีทีเอฟ (Exchange Traded Fund : ETF) และน่าจะเป็นบลจ.เดียวที่ไปโดยไม่ไดยไม่ได้ซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ด้วย แต่เข้าถึง ‘Market Maker’ โดยตรง”

 

       

 

เราคิดว่าอะไรที่นักลงทุนควรมีก็ทำ เริ่มทยอยวางโพรดักท์โดยเริ่มจาก ‘กอง ETF’ ที่ลงทุนในหุ้นไทยแบ่งตามขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ ตามด้วยกองทุนรวมหุ้นระยะยาว มาในปี19 ก็นำการลงทุนระดับโลกที่เรามีความเชี่ยวชาญอยู่แล้วมาทำในรูปแบบของกองทุนรวม ‘Global Wealth’ ทั้ง 5 กอง ซึ่งได้รับการตอบรับดีมากสามารถระดมทุนได้กว่า 2,600 ล้านบาท เลยทีเดียว

           

ในปีนี้บริษัทมีแผนจะออกกองทุนเพิ่มอีก ‘20 กอง’ ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีเครื่องมือครบยิ่งขึ้นที่จะใช้วางแผนการลงทุนของตัวเอง สำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลามาจัดสรรเงินลงทุนเองก็จะมีกองทุนผสมให้เลือกลงทุนมีผู้จัดการกองทุนของเราคอยดูแลจัดการให้ เป็นกลุ่มกองทุนที่นักลงทุนสามารถลงทุนได้ทุกเวลา หรือถ้าอยากจะผสมพอร์ตเองก็จะมีกองทุนย่อยให้นำไปใช้ผสมเป็นพอร์ตการลงทุนให้ รวมถึง ‘ตัวแทนขาย’ อาจจะนำกองทุนของเราไปจัดพอร์ตให้กับลูกค้าของเขาตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา

           

ล่าสุดบริษัทเตรียมออก ‘กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)’ ภายในไตรมาส2 นี้ เป็นการตั้งกองทุนใหม่ ในรูปแบบการลงทุนคล้ายกับกองซีรีย์ ‘Global Wealth’ ซึ่งลูกค้ามีความคุ้นเคยอยู่แล้ว และคาดว่าจะออก ‘กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’ ตลอดจนกองทุนในรูปแบบ ‘Target Date Fund’ ที่ให้เลือกเอาจากปีที่คิดว่าจะเกษียณ เช่น อีก 10 ปี เกษียณ เป็นต้น

           

“เราตั้งเป้าในอีก 4 ปีข้างหน้าจะมี AUM ถึงระดับ 100,000 ล้านบาท ที่ผ่านมาการวางกองทุนของเราเหมือนการทำ Building Box เมื่อเสร็จสมบูรณ์นักลงทุนจะสามารถหยิบเอาไปต่อเป็นพอร์ตการลงทุนตามที่เขาต้องการได้เลย การออกกองทุนของเราจึงไม่ได้มาจาก ‘เป้าการขาย’ นำ แต่เป็น ‘ประโยชน์ของผู้ลงทุน’ นำ อีกปัจจัยที่จะผลักดันให้กองทุนของบริษัทเติบโตได้ คือ กลยุทธ์การลงทุนหลักๆ ที่ถูกสร้างเป็นกองทุนไว้แล้ว ต่อไปทุกกองทุนที่มีนะโยบายลงทุนในหุ้น ก็จะต้องลงทุนผ่านกองทุนนี้เหมือนกันหมด โดยจะไม่มีการคิดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนแต่ประการใด นี่ก็จะเป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้กองทุนเราโตได้ดีในระยะยาวเช่นกัน”

 

 

รอ ‘ไวรัสโคโรนา’ คลี่คลาย...ก่อนขยับปรับ ‘น้ำหนัก’ หุ้นเพิ่มอีกครั้ง

           

ทิศทางการลงทุนในปีหนู2020 นี้ ทาง “บลจ.บางกอกแคปปิตอล” ยังชอบ ‘หุ้น’ มากกว่า ‘ตราสารหนี้’ โดยชอบ ‘ต่างประเทศ’ มากกว่า ‘ในประเทศ’ ด้วยเช่นกัน

         

“ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร” รองกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด มองว่า สำหรับในไทย ปัจจุบันหุ้นและตราสารหนี้ก็ ‘แพง’ กำไรบริษัทจดทะเบียนไม่โต ดังนั้น Upside จากปัจจุบันมีไม่มาก ในขณะที่ Downside มีมากกว่า ในขณะที่โอกาสของ ในขณะที่โอกาสของ ‘หุ้นต่างประเทศ’ ยังมี ในส่วนของตราสารหนี้ไทยเอง ก็แพง ‘ดอกเบี้ยต่ำมาก’ เราเป็นบลจ.ที่มีมุมมอง ‘Global View’ ต้องยอมรับว่าโอกาสข้างนอกมีความน่าสนใจมากกว่า ในปี19 จากปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้าทำให้เราลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นลงไป แต่ในปีนี้มองว่าปัจจัยต่างๆ คลี่คลายลงทั้งเรื่อง ‘Trade War’ หรือ ‘Brexit’ ก็ตาม จึงกลับมาเพิ่มน้ำหนักหุ้นขึ้นจากเดิมที่ underweight ไปให้กลับมาปิดที่ Neutral

           

โดยเฉพาะหุ้น ‘ตลาดเกิดใหม่-เอเชีย’ ก็มีการทยอยซื้อกลับขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นปี แต่ก็มาเจอ ‘ไวรัสโคโรนา’ ก่อน จึงยังชะลอการซื้อเอาไว้ก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ให้คลี่คลายชัดเจนก่อน

 

ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร

 

“เรามองว่าเป็นเพียงผลกระทบใน ‘ระยะสั้น’ ประมาณ 3-6 เดือน แต่ก็ต้องรอดู และเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาอีก 0.25% ก็กังวลถึงผลกระทบเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน แม้อาจจะไม่อยากลดก็ตาม ธนาคารกลางทั่วโลกเองก็มีความโน้มเอียงที่จะลดดอกเบี้ย หากผลกระทบจาก ‘ไวรัสโคโรนา’ กระทบไปในวงกว้างถึงเศรษฐกิจโลกก็อาจจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยทั่วโลกลงได้อีกเช่นกัน ของสหรัฐเองเศรษฐกิจยังโตได้ หากตัดปัจจัยเรื่องไวรัสออกไปก็มองว่าน่าจะคงอัตราดอกเบี้ย แต่พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นหากกระทบกับเศรษฐกิจก็อาจจะลงได้เช่นกัน ตอนนี้เราจึงรอดูผลกระทบก่อนแล้วค่อยประเมินใหม่อีกครั้ง ‘จีน’ เองศักยภาพในระยะยาวไม่สงสัย แต่ตอนนี้เราก็เลี่ยงการเข้าลงทุนออกไปก่อนในระยะสั้นเช่นกัน”

 

สินทรัพย์ใน ‘ญี่ปุ่น’ ราคามีส่วนลด (Discount) 25% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
สินทรัพย์ใน ‘ยุโรป’ ราคามีส่วนลด (Discount) 35% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

           

“ช่วงที่ค่าเงินบาท ‘แข็งค่า’ อาจกระทบกับภาคการส่งออก แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุน ในการกระจายการลงทุนไปซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศดีกว่า ไปเลือกสินทรัพย์ทีมีส่วนลด 25-35% ในระยะยาวยังไงราคาก็ต้องกลับมา หรือไปซื้อสินทรัพย์ที่มีศักยภาพเอาเงินบาทไปซื้อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่ ก็เป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนเช่นเดียวกัน”

           

การวาง ‘กองทุน’ ที่เป็นเสมือน ‘Building Box’ ครั้งใหญ่ของ “บลจ.บางกอกแคปปิตอล” ในปีนี้ เมื่อเสร็จสมบูรณ์น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ไม่เพียงแต่จะตอบโจทย์นักลงทุนผู้ใช้เท่านั้น ยังจะเป็นส่วนที่ผลักดันให้บริษัททะยานสู่เป้าหมาย ‘บลจ.แสนล้านบาท’ ในอีก 4 ปีข้างหน้า ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้ด้วยเช่นกัน

Share: