“แบงก์ชาติทำอะไร? เงินสำรองฯ พุ่งสูงสุดทุบสถิติในประวัติศาสตร์”

ตัวเลขเงินสำรองระหว่างประเทศล่าสุด ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ เปิดเผยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 อยู่ที่ 2.30 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทุบสถิติถือว่าเป็นระดับที่สูงที่สุดในประวัติสาสตร์ ซึ่งเงินสำรองฯ ต่ำที่สุดอยู่ที่เพียง 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปี 2519

 

โดยไทยมีเงินสำรองฯ สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย เป็นรองแค่จีน สิงคโปร์ สะท้อนถึงสถานะต่างประเทศที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับความเสี่ยงได้มาก

 

แค่ช่วง 1 เดือนมานี้ เงินสำรองฯ เพิ่มขึ้นราว 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปี 2562 ที่ 2.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 

 

 

ความสำคัญของเงินสำรองอย่างหนึ่งคือ แบงก์ชาติ ใช้เป็นเครื่องมือในการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ก็คือค่าเงินบาทนั่นแหละ

 

ดังนั้นเมื่อถามว่า แบงก์ชาติกำลังทำอะไรอยู่... คำตอบก็คือ เข้าไปซื้อดอลลาร์สหรัฐ (มาเก็บไว้ จนบัดนี้เงินเต็มหน้าตัก) เพื่อดูแลค่าบาท... หรือเรียกง่าย ๆ ว่าการเข้าไปแทรกแซงค่าเงิน 

 

คำตอบนี้ ทั้งวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ และเมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ของแบงก์ชาติ ก็ยอมรับ แมน ๆ มาแล้วว่า ทำจริง และต้องทำ เพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทและไม่ให้เงินบาทผันผวนมากเกินไป

 

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแบงก์ชาติก็เข้าไปแทรกแซงค่าเงินจนเงินสำรองเพิ่มขึ้นกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อให้บาทอ่อนค่าลง และสถานการณ์วันนี้ยังต้องเข้าแทรกแซงให้บาทอ่อนค่ามากขึ้น แม้ว่าขณะนี้บาทจะอ่อนลงมาอยู่แล้ว จากความกังวลปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ทั้งการระบาดของไวรัสโคโรนา และงบประมาณประจำปี 2563 ที่ยังออกมาเบิกจ่ายไม่ได้

 

แม้ค่าเงินบาทจะมีปัจจัยหนุนให้อ่อนค่าอยู่แล้ว แต่ทำไมแบงก์ชาติยังซื้อดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพราะแบงก์ชาติยังมองว่าค่าเงินบาทแข็งค่ากว่าปัจจัยพื้นฐานอยู่

 

ส่วนระดับไหนที่เป็นระดับพื้นฐาน หรือระดับที่แบงก์ชาติพอใจ “จิติพล พฤกษาเมธานันท์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มองว่า ระดับที่แบงก์ชาติอยากเห็นอาจจะขึ้นไปถึง 33.00-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไฟจุดติด เมื่อแบงก์ชาติซื้อดอลลาร์สหรัฐมากขึ้นค่าเงินบาทก็ไต่ระดับขึ้นไปได้ แต่หากไม่ได้เข้าไปซื้อจะพบว่าค่าเงินบาทก็ยังแข็งค่าขึ้นมาอยู่ ขณะที่ความผันผวนค่าเงินบาทก็ต่ำมาแค่ 4.5%

 

จิติพลบอกอีกว่า เงินบาทที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าเป็นแนวต้านสำคัญ ที่อาจเหมาะสมกับความเสี่ยงในระยะสั้นของไทย เนื่องจากหลายเรื่องอีกไม่นานก็จบ เช่น การเมืองไทย และบางเรื่องก็เร็วไปที่จะประเมิน เช่น ไวรัสโคโรนา เช่นเดียวกันกับการผ่อนคลายทางการเงินและการแทรกแซงของแบงก์ชาติ

 

“ในระยะยาวถ้าทุกอย่างกลับเป็นปรกติ ก็เชื่อว่าเงินบาทจะแข็งค่าได้อยู่ จากทั้งพื้นฐาน ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังมีอยู่ และความเป็นสกุลเงินผันผวนต่ำที่ตลาดยังคงต้องการในปีนี้”

 

ยังต้องติดตามกันต่อไปว่า แบงก์ชาติจะต้องซื้อดอลลาร์สหรัฐต่อไปหรือไม่ เงินสำรองฯ ปีนี้จะทุบสถิติอีกหรือเปล่า ค่าเงินบาทให้อ่อนค่ามากน้อยเพียงใด บาทที่อ่อนค่ามากขึ้นจะช่วยให้ภาคส่งออกฟื้นตัวหรือไม่

 

ที่สุดแล้ว ...ไม่ว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่า ย่อมมีผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบ เรื่องสำคัญต้องมีการบริหารความเสี่ยงให้ดี

Share: