‘เศรษฐกิจแบบไหน’...ยังไงก็ต้องลงทุน!!!

โลกการลงทุนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และเชื่อมโยงทั่วถึงกันหมด บ่อยครั้งที่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นจนทำให้ตลาดการลงทุนสะดุ้งไปก็มีให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น


ล่าสุดก็ ‘ไวรัสโคโรนา’ ที่สั่นสะท้านตลาดเงินตลาดทุนและกำลังจับตาดูว่าจะลามไปถึงเศรษฐกิจโลกด้วยหรือไม่


แม้ภาครัฐยังมองเชิงบวกว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะโตได้ 2.8% ได้ แต่หลายค่ายที่มองเชิงลบก็ออกมาให้เป้า GDP ไทยปีนี้ต่ำกว่า 2.0% ออกมาบ้างแล้ว


ทิศทางการลงทุนในปีหนูไฟ2020 นี้จะเป็นอย่างไร ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“ไม่เน้นหุ้นไทย”...แนะกระจายไปต่างประเทศ โฟกัส ‘หุ้นเติบโตขนาดกลาง-เล็ก’

ในงานสัมนา ONEAM Investment Forum2020 “Investing in a Disrupted World” ที่จัดโดย ‘บลจ.วรรณ’ ที่ผ่านมานั้น มีมุมมองการลงทุนหลากหลายที่น่าสนใจจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ชี่ยวชาญในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนมาฝากกัน


“พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ จำกัด บอกว่า ปีนี้ดอกเบี้ยไทยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ดอกเบี้ย 1.26-1.27% เท่านั้น โอกาสได้ Upside จากการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’ คงไม่มากเท่าปีที่ผ่านมาและผลตอบแทนก็คงไม่เพียงพอด้วย ‘หุ้น’ จึงยังเป็นสินทรัพย์ที่น่าลงทุนในปีนี้ ตลาดหุ้นไทยยังคงมีปัจจัยลบรุมเร้าหลายอย่างทั้งภัยแล้ง งบประมาณรายจ่ายปี2020 ที่ล่าช้าออกไป ตลอดจน ‘ไวรัสโคโรนา’ แต่เรามองว่าจะเป็นเพียงผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น เมื่อครั้ง ‘SARS’ ตลาดหุ้นไทยลง 1 เดือนครึ่ง ‘ระเบิดราชประสงค์’ หุ้นลง 2 เดือน ‘น้ำท่วม’ หุ้นลง 6 เดือน สิ่งที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยซบเซาจะเป็นเรื่องของ ‘วิกฤติเศรษฐกิจ’ มากกว่า


จากปัจจัยลบดังกล่าวทำให้บริษัทปรับมุมมองตลาดหุ้นไทยใหม่เป็นเคลื่อนไหวในกรอบ 1,450 -1,650 จุด ที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) 16.77 เท่า โดยมี EPS ที่ระดับ 99.5 บาท จากเดิมที่มองไว้ 1,700 จุด EPS ที่ระดับ 101บาท แต่คาดว่าไม่น่าจะถึงแล้ว

 

 

สำหรับหุ้นไทยคงต้องเน้นลงทุนใน ‘หุ้นปันผล’ มากขึ้น และ ‘หุ้นที่เกี่ยวกับปัจจัย4’ เช่น หุ้นกลุ่มสุขภาพ โรงพยาบาล และอาหาร อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำยังคงหนุนให้กลุ่ม ‘กองทุนอสังหาริมทรัพย์’ ยังคงน่าสนใจลงทุนอยู่แต่คงต้องเลือกด้วยเช่นกัน


“ส่วนกลยุทธ์ลงทุนภายใต้ความเสี่ยงใหม่ คงไม่เน้นหุ้นไทย แต่แนะกระจายการลงทุนไปต่างประเทศ เน้นหุ้นเติบโต (Growth Stock) ขนาดกลาง-เล็ก รวมถึง ‘หุ้นจีน’ ที่เราชอบและให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight) เป็นประเทศที่มี P/E ต่ำสุด และมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง รัฐบาลมีเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมาก แม้ว่าจะมีการระบาดของ ‘ไวรัสโคโรนา’ เข้ามากระทบ แต่จีนมีการอีดฉีดเงินเข้าระบบในระดับสูง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้หุ้นจีนยังเติบโตได้อีก ในช่วงปี2019 หุ้นจีนโต 30% ในปีนี้มีโอกาสโตระดับ 10-20%” 

 

 

3 กลยุทธ์” กับ ‘1 แนวคิด’…พร้อมสู้ศึกปีหนูไฟ2020

ตัวเลขเศรษฐกิจไทยปีนี้บางค่ายก็มองว่าน่าจะ ‘ดีกว่าปีก่อน’ แต่บางค่ายก็มองว่าน่าจะเป็น ‘ฝันร้าย’ ต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือร้ายประการใด เราก็ยังคงต้องลงทุนกันต่อไป โดยเฉพาะ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ เช่นปัจจุบันนี้ ยังไงก็ต้องลงทุน


“ดร.ตรีพล ภูมิวสนะ” ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ บมจ.ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ปี2020 นี้โลกเจอภาวะ ‘2 ต่ำ’ คือ เศรษฐกิจโตต่ำและดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นแนะนำให้ใช้ ‘3 กลยุทธ์’ ในการรับมือการลงทุนในปีนี้ ได้แก่


  • ‘Multi-Asset Strategy’ ที่มีการลงทุนไปในหลากหลายสินทรัพย์ เป็นลักษณของ ‘กองทุนผสม’ที่เป็นการกระจายการลงทุนไปทั่วโลก

  • ‘Carry Trade’ คือ โอกาศในการโยกเงินจากที่ๆ ดอกเบี้ยต่ำไปที่ๆ ดอกเบี้ยสูงกว่า เพราะมองว่าดอกเบี้ยในภาพรวมน่าจะทรงตัว ดอกเบี้ยของตราสารหนี้เอเชียยังสูงที่สุดแม้ในภาวะดอกเบี้ยทั่วโลกต่ำเช่นนี้ก็ตาม กองทุนบำนาญในต่างประเทศก็มองโอกาสการลงทุนในตราสารหนี้เอเชียเช่นกัน

  • ‘Alternative Asset’ ปัจจุบัน ‘หุ้น’ ก็แพง ‘ตราสารหนี้’ ก็แพง ต้องพยายามมองหาสินทรัพย์ทางเลือกที่น่าสนใจเพื่อลงทุน จะเป็น Insurance Link การซื้อหุ้นนอกตลาดยังน่าสนใจมากๆ รวมถึงตราสารหนี้นอกตลาด และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด เป็นต้น



“ในส่วนของ ‘ตราสารหนี้’ แม้ดอกเบี้ยจะต่ำแต่ก็แนะนำไว้ให้มีติดพอร์ต แต่การที่ดอกเบี้ยตำการจะหาผลตอบแทนในตราสารหนี้ได้นั้นคงต้องใช้เครื่องมือและฝีมือของผู้จัดการกองทุนมากขึ้น นั่นคืออีกบริบทของการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นมาหลังจากนี้”

 

 

ด้าน “กำพล จันทวิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ไทยพาณิชย์ จำกัด แนะนำว่า ภาวะ ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ เช่นนี้ ยังไงก็ต้องลงทุน พอร์ตนักลงทุนควรกระจายเป็น ‘Core Port’ ที่ลงทุนในสินทรัพยืที่หลากหลายผสมกันมีทุกอย่างประมาณ 60% เป็นส่วนของพอร์ตที่ไม่มีวันตาย ส่วนอีก 40% ที่เหลือเป็น ‘Alternative’ หรือ ‘Tactical’ เพื่อจับสัญญาณตลาดว่าภาวะตลาดแบบนี้เงินจะวิ่งจากสินทรัพย์ไหนไปสินทรัพย์ไหนในลักษณะของการ Rotation ไปเรื่อยๆ ที่สำคัญนักลงทุนต้องจับสัญญาณให้ทัน เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ปัจจุบันเราชอบหุ้น Growth มากกว่าหุ้น Value เพราะตอนนี้เศรษฐกิจโลกโตต่ำ คนที่ชนะคือคนที่แย่งจากคนอื่นมาได้ ใครที่ Disrupt คนอื่นมาได้ ก็คือ Growth และชอบหุ้นมากกว่าตราสารหนี้เช่นกัน ปัจจุบันดอกเบี้ยต่ำมาก ซื้อไปก็มีความเสี่ยงที่จะเจอดอกเบี้ยขาขึ้นได้อีก


“ในภาวะที่ตลาดการลงทุนเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ด้านหนึ่งอาจจะเป็น ‘ความเสี่ยง’ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็น ‘โอกาส’ ด้วยเช่นกัน”


ใครที่กำลังมึนงงกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของตลาดการลงทุนนั้น หวังว่ามุมมองและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านนี้ จะเป็นประโยชน์กับคุณอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และหนึ่งคำแนะนำที่เหมือนกัน คือ ให้ ‘Stay Invest’ ลงทุนไปอย่างต่อเนื่อง แค่ขยับปรับพอร์ตให้ถูกที่ ถูกทางเท่านั้นเอง

Share: