BAM ราคาวิ่งร้อนแรง! แต่ยังไม่สะท้อนพื้นฐาน

บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ถือเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารหนี้เสียและสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ มีขนาดสินทรัพย์ ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม แม้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนมากแค่ไหนก็ตาม แต่ราคาหุ้น BAM ก็ไม่สะท้านเลย


เห็นได้จากตัวเลขราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นสูงตั้งแต่ต้นปี 2563 ถึงปัจจุบัน (YTD) สิ้นสุดวันที่ 11 ก.พ.2562 ปิดการซื้อขายที่ 31.25 บาท เพิ่มขึ้นสูงถึง 72.65% นับว่าเป็นหุ้นที่มีอัตราเพิ่มขึ้นสูงสุดอันดับ 2 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ข้อมูล setsmart.com)


โดย BAM ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ทำราคาเปิดการซื้อขาย 18.40 บาท เพิ่มขึ้น 5.14% จากราคาเสนอขาย IPO ที่ 17.50 บาทต่อหุ้น โดยระหว่างวันทำราคาสูงสุดที่ระดับ 18.40 บาท ก่อนจะมาปิดการซื้อขายของวันที่ระดับ 17.50 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาไอพีโอ ดังนั้นเมื่อเทียบจากราคาปิดล่าสุดของวันที่ 11 ก.พ.2563 เท่ากับว่าราคาหุ้น BAM ปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 78.57% จากราคาไอพีโอ


ขณะเดียวกัน ณ สิ้นปี 2562  BAM มีมาร์เก็ตแคปที่ระดับ 54,571.50  ล้านบาท แต่ล่าสุด ณ วันที่ 11 ก.พ.2563 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 101,001.32 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นสูงอาจแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า BAM เป็นหุ้นหลุมหลบภัยได้ทุกสถานการณ์ หรือไม่?


Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยัง คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด เพื่อขอมุมมองเกี่ยวกับ BAM และได้บอกว่า ขณะนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ราคาหุ้น BAM ปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรงจริง แต่ยังไม่สะท้อนพื้นฐานที่แท้จริงของ BAM


BAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ หากเทียบกับกลุ่มสินเชื่อ ซื้อหนี้มาบริหาร และกองรีทส์ นั้น BAM มี P/E Ratio หรือ อัตราส่วนทางการเงิน ต่ำกว่ากลุ่มดังกล่าวทั้งสิ้น ดังนั้นพื้นฐานของ BAM จึงไม่ตอบรับแม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง


หากคิดคำนวณ กำไรต่อหุ้น หรือ ค่า EPS  ปี 2562 อยู่ที่ 2.6 บาทต่อหุ้น คิดเป็น P/E ประมาณ 12 เท่า เทียบกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 20-25 เท่า กองรีทส์อยู่ที่ระดับ 15-20 เท่า ส่วน EPS ปี 2563 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.6 บาทต่อหุ้น เพราะไม่มีรายการพิเศษเหมือนปีที่ผ่านมา คิดเป็น P/E ประมาณ 19.6 เท่า ก็ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี


ต้องยอมรับว่าช่วงนี้หุ้นในตลาดหุ้นไม่มีอะไรน่าเล่น นักลงทุนจึงเข้าไปลงทุนใน BAM เนื่องจาก เป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตที่ตลาดสามารถรับได้ พูดง่ายๆ “เติบโตชัวร์” เมื่อเทียบกับหลักทรัพย์กลุ่มอื่นๆ ที่ผลประกอบการอาจจะไม่โต รวมทั้ง BAM ไม่มี Block Trade เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า อย่างไรก็ตามจากราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง นักลงทุนควรที่จะระมัดระวังลงทุน

 

 

BAM พี่ใหญ่แห่งวงการ

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ประเด็นการลงทุนในหุ้น BAM คือ 1.แนวโน้ม NPL ที่เพิ่มขึ้นจาก 2.66 แสนล้านบาท (ก.ย.2560 2556) เพิ่มเป็น 4.7 แสนล้านบาท (ก.ย.2562 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10% ต่อปี หนุนให้ธุรกิจของ BAM โตขึ้นจากตลาดที่ใหญ่ขึ้น และมีโอกสที่จะซื้อหนี้ได้ถูกลง


2.ประสบการณ์ที่ยาวนานถึง 21 ปี และปัจจุบัน BAM กลายเป็นบริษัทเอกชนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องรอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ในการเข้าซื้อหนี้ 3.พอร์ตที่มีศักยภาพ ซึ่งมีมูลค่าหลักประกันถึง 1.96 แสนล้านบาท (ในขณะที่ต้นทุนอยู่ที่ 8.55 หมื่นล้านบาทเท่านั้น) 4.D/E ต่ำเพียง 1.5 เท่า ซึ่งสามารถขยายกิจการได้อีกมาก โดยที่เพดานปัจจุบันอยู่ที่ 2.0 เท่า และคาดสามารถขยายได้ถึง 2.5 เท่า 


ดังนั้นมุมมองกลยุทธ์ Action (ระยะสั้น 5-10 วันทำการ): แนะนำซื้อ BAM (สำหรับนักลงทุนที่ซื้อตามไปแล้ว แนะซื้อเพิ่มได้) โดยกลยุทธ์มองว่า BAM เป็นธุรกิจที่ดีในการ hedging เศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพราะเปิดโอกาสให้ BAM ซื้อหนี้ได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้คาดจะเห็นการ Re-rate PE ขึ้นจากปัจจุบันที่ 14 เท่า นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มที่ราว 25 เท่าอยู่มาก

 

 

BAM ปันผลสูง

โดยเริ่มต้นคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 31 บาท นอกจากด้านการเติบโตแล้ว มองว่า BAM จะจ่ายปันผลได้สูง (เราใช้สมมุติฐาน payout ratio ที่ 75% ซึ่งอนุรักษ์นิยมกว่าค่าเฉลี่ยที่ 85%) ซึ่งคาดปันผลในปี  2563-2564 จะสูงถึง 5.2-5.7% ตามลำดับ

 

 

BAM มีรายได้ที่ยังไม่ได้บุ๊ก 9 พันลบ.

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า BAM มีรายได้ที่ยังไม่ได้รับรู้อีกประมาณ 9 พันล้านบาท (เงินได้ที่ยังไม่ได้รับจากการประมูลสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยกรมบังคับคดี) ซึ่งส่วนหนึ่งจะรับรู้เป็นรายได้ในปี 2564-2565 ซึ่งเป็นเงินที่เหลือหลังจากกรมบังคับคดีจ่ายคืนแล้ว 5 พันล้านบาทในช่วง 9 เดือนปี 2562


ทั้งนี้บริษัทจะได้เงินจากการขายที่ดินแปลงใหญ่ให้กับ Central Group มูลค่าประมาณ 1.5 พันล้านบาท ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะถูกบันทึกเข้ามางบการเงินไตรมาส 4/2562ซึ่งจะทำให้รายได้และกำไรสุทธิพุ่งสูงขึ้นมากในไตรมาส 4/2562


ดังนั้นเมื่อรวมกับรายได้แบบ recurring ที่สม่ำเสมอ ทำให้คาดว่ากำไรสุทธิของ BAM ในไตรมาส 4/2562 จะอยู่ที่ประมาณ 1.3-1.5 พันล้านบาท และกำไรสุทธิปี 2562 จะอยู่ที่ประมาณ 6.2-6.4 พันล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 1.9-2.0 บาท


อย่างไรก็ตามสิทธิพิเศษที่ได้รับยกเว้นภาษีในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจจะสิ้นสุดลงในปี 2562 หลังจากที่ FIDF ลดสัดส่วนการถือหุ้นใน SAM เหลือ 45% ดังนั้น บริษัทจึงต้องจ่ายภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ซึ่งจะกดดันแนวโน้มกำไรของบริษัทในปี 2563 แต่คิดว่ารายได้ดอกเบี้ยจากการหนี้ปรับโครงสร้าง และรายได้ยังไม่รับรู้จากกรมบังคับคดีจะมีจำนวนมากพอที่ทำให้กำไรปี 2563 ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้จากสถิติในอดีตของบริษัทที่จ่ายปันผลในอัตรา มากกว่า70% ทำให้คาดว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลน่าจะอยู่ที่อย่างน้อย 4% (ภายใต้สมมติฐานว่าจ่ายเงินปันผลขั้นต่ำที่ 40%)

Share: