เอฟเฟ็กต์ (แบงก์ชาติ) ลดดอกเบี้ย ประชาชนได้หรือเสีย!!!

การประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ครั้งแรกของปี 2563 กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 เสียง ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% มาอยู่ที่ 1.00% เป็นระดับที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

 

จากความกังวลปัจจัย 3 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ การระบาดของไวรัสโคโรนา งบประมาณประจำปี 2563 ที่ออกมาล่าช้า และสถานการณ์ภัยแล้ง

 

เมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลง จะมีผลกับประชาชนอย่างเรา ๆ อย่างไรบ้าง

 

เรื่องใกล้ตัวที่สุด หลังจากที่ดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงมา ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงโดยมีผลแล้ว

 

  • ธนาคารกสิกรไทย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดี(MRR) ลง 0.25% จาก 6.87%  เป็น 6.62% ต่อปี
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ลง 0.25%  จาก 6.025% เป็น 5.775% ต่อปี
  • ธนาคารกรุงไทย ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.25% จาก 6.025% เป็น 5.775% ต่อปี
  • ธนาคารกรุงเทพ ปรับลดอัตราเงินกู้ MRR ลง 0.25% จาก 6.875% เป็น 6.625% ต่อปี และปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลง 0.125% จาก 6.875% เป็น 6.750% ต่อปี
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ลด MRR ลง 0.25% จาก 6.95 % เหลือ 6.70% ต่อปี
  • ด้านธนาคารทหารไทยและธนาคารธนชาต ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MOR ลง 0.25% จาก 7.175% เป็น 6.925%

 

กรณีนี้ทำให้สินเชื่อที่อ้างอิงกับดอกเบี้ยเหล่านี้ เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) ดอกเบี้ยจะปรับลดลงด้วยคนที่กู้ซื้อบ้าน หรือกู้ลงทุนทำธุรกิจอยู่แล้ว ภาระค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระจะลดลง หรือผู้กู้ใหม่จะกู้ได้ในต้นทุนที่ถูกลง

 

เช่น ตัวอย่างกู้บ้าน 2 ล้านบาท สมมติคิดดอกเบี้ยตาม MRR ของธนาคารกสิกรไทย เดิมอยู่ที่ 6.87 % ต่อปี ระยะเวลากู้  30 ปี ต้องผ่อนเดือนละ 13,200 บาทต่อเดือน แต่หากดอกเบี้ยลดลงมาอยู่ที่ 6.62% โดยราคาบ้านและระยะผ่อนเท่าเดิมจะต้องผ่อนเพียงเดือนละ 12,800 บาทต่อเดือน ภาวะผ่อนลดลงราว 400 บาทต่อเดือน หรือประหยัดได้ปีละกว่า 4,800 บาท เป็นต้น

 

ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากนั้น ปกติธนาคารจะปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลงด้วยเพื่อให้ต้นทุนทั้งดอกเบี้ยเงินฝากและกู้สมดุลกัน แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ในระดับต่ำมาก และในครั้งนี้ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ได้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไปลงแต่อย่างใด คนที่เก็บเงินด้วยการฝากธนาคารไม่ต้องตกใจเพราะไม่ได้รับผลกระทบ ดอกเบี้ยเงินฝากที่เราได้รับในปัจจุบันจึงยังไม่เปลี่ยนแปลง

 

ขณะที่ผลโดยตรงเกิดขึ้นทันทีเมื่อดอกเบี้ยนโยบายลดลง จะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยีลด์) ลดลง สำหรับการลดดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้ บอนด์ยีลด์ของไทยปรับลดลงประมาณ 5 bps โดยปัจจุบันบอนด์ยีลด์ของไทย 10 ปี อยู่ที่ราว 1.30% ซึ่งบอนด์ยีลด์เป็นดอกเบี้ยอ้างอิงของการออกพันธบัตร ทำให้รัฐบาลสามารถออกพันธบัตรได้ในต้นทุนที่ถูกลง ฟากเอกชนที่จะออกหุ้นกู้เพื่อชำระคืนหนี้เดิมหรือออกหุ้นกู้ใหม่จะมีต้นทุนการเงินที่ถูกลงเช่นกัน แต่กรณีนี้อาจจะไม่ดีต่อผู้ออมที่หวังผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรหรือตราสารหนี้ เพราะผลตอบแทนลดลง

 

ทั้งนี้บอนด์ยีลด์ที่ปรับลดลงทำให้การเข้ามาซื้อพันธบัตรไทยของต่างชาติลดลง มีเงินไหลเข้าลดลงทำให้แรงกดดันต่อค่าเงินบาทลดลงซึ่งจะมีผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้

 

อีกด้านคือตลาดหุ้น จะได้รับผลบวกหากแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจที่อาจจะมีทิศทางดีขึ้น เพราะการลดดอกเบี้ยจะช่วยพยุงการเติบโตเศรษฐกิจและอาจจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความต้องการสินเชื่อมากขึ้นได้ส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี อีกมุมหนึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์อาจจะกดดันต่อผลประกอบการของธนาคารพาณิชย์ก็ได้อาจจะฉุดตลาดหุ้นโดยรวมให้ปรับตัวลงก็ได้ ดังนั้น ต้องมีการประเมินความเสี่ยงและลงทุนอย่างระมัดระวัง

 

อย่างไรก็ตามการลดดอกเบี้ยนโยบายมีทั้งฝ่ายผู้ได้ประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบ ขึ้นอยู่กับว่าจะมองมุมใด และเราอยู่ในสถานะใดนั่นเอง

Share:

Related Stories