PTTEP บนเส้นทางที่ท้าทาย พร้อมปฏิบัติการเชิงรุก หนุนยอดขายโตไม่หยุด

อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP รายงานผลประกอบการในปี 2562 มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,413 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 198,822  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 5,459 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 176,687 ล้านบาท


โดยปัจจัยหลักมาจากการที่บริษัทมีปริมาณการขายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงการบงกช การเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมอร์ฟี่  ออยล์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศมาเลเซีย และบริษัท พาร์เท็กซ์ โฮลดิ้ง บี.วี. ส่งผลให้ปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 3.5 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2561 อยู่ที่ 3.05 แสนบาร์เรลต่อวัน


ส่วนราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยปี 2562 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 47.24 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากปี 2561 อยู่ที่ 46.66 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เป็นผลจากปริมาณการขายที่เติบโตในปี 2562 ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,569 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 48,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 1,120 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 36,206 ล้านบาท โดยบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในปี 2562 รวม 3,540 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 102,878 ล้านบาท และมีระดับอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ที่ 71%


จากตัวลขกำไรสุทธิปี 2562 ที่เพิ่มขึ้น ถือว่าอยู่ในระดับน่าสนใจ และน่าจะเป็นหนึ่งหุ้นที่ผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่นในบรรดาของกลุ่ม ปตท. แต่สิ่งที่น่าจับตา นั่นคือ ราคาน้ำมันดิบที่ค่อนข้างผันผวน และเป็นสิ่งที่ควบคุมยาก ซึ่งจะส่งผลต่อราคาขายก๊าซด้วยเช่นกัน หรือราคาขายเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำ และต้นทุนผลิตสูงหรือไม่ นั่นก็เป็นสิ่งที่ประเมินกันได้ยาก


นางชนมาศ ศาสนนันทน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงิน PTTEP
เปิดเผยว่า ในปี 2563 บริษัทยังคงเป้ามีปริมาณการขายที่ 3.91 แสนบาร์เรลต่อวัน เนื่องจาก บริษัทจะมีการรับรู้แหล่งก๊าซของ Murphy Oil และ Partex แบบเต็มปี โดยปี 2563 ประเมินราคาก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 6.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู คาดต้นทุนต่อหน่วยที่ระดับ 32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยประเมินว่าจะมี EBITDA Margin ที่ระดับ 70-75%


ส่วนปริมาณการขายเฉลี่ยในช่วง 5 ปีข้างหน้า (2563-2567) คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ระดับ 6% แบ่งเป็นเป้ายอดขายปี 2564 อยู่ที่ 4.03 แสนบาร์เรลต่อวัน, ปี 2565 อยู่ที่ 4.5 แสนบาร์เรลต่อวัน, ปี 2566 อยู่ที่ 4.64 แสนบาร์เรลต่อวัน และปี 2567 อยู่ที่ 4.67 แสนบาร์เรลต่อวัน


ขณะที่ แผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2563-2567) บริษัทได้จัดสรรงบประมาณรวม 24,619 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น ปี 2563 อยู่ที่ 4,631 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ปี 2564 อยู่ที่ 5,011 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ปี 2565 อยู่ที่ 5,337 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ปี 2566 อยู่ที่ 5,335 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ปี 2567 อยู่ที่ 4,323 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเข้าขุดเจาะและสำรวจเพิ่มเติม ภายใต้งบลงทุนประมาณ 343 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เน้นโครงการในประเทศมาเลเซียและเมียนมา เช่น โครงการเมียนมา เอ็มดี-7 และหลุมสำรวจลัง เลอบาห์-1อาร์ดีอาร์ 2 ในแปลงซาราวัก เอสเค 410 บี ประเทศมาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ในการขุดเจาะและสำรวจต้องใช้ระยะเวลา 5-6 ปีจึงจะสามารถผลิตได้


นางชนมาศ กล่าวอีกว่า ในปี 2563 จะเน้นกลยุทธ์ Execute ซึ่งจะยังไม่เน้นการทำ M&A แต่ก็ขึ้นอยู่กับโอกาส  โดยมุ่งดำเนินงานในโครงการที่ได้ในปีที่ผ่านมาให้เป็นไปอย่างราบรื่น เพื่อให้มีปริมาณการขายตามแผนงานที่วางไว้  โดยเฉพาะโครงการ G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และโครงการ G2/61 (แหล่งบงกช) ที่กำลังเตรียมแผนงานเพื่อให้ได้ปริมาณการผลิตตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต


ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างรอหน่วยงานภาครัฐอนุมัติกฎหมายให้บริษัทสามารถยื่นแสดงฐานะงบทางการเงินในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้ลดความผันผวนของงบการเงินบริษัทต่ออัตราแลกเปลี่ยน โดยคาดจะได้รับการอนุมัติในช่วงไตรมาส 1/2563


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด  คงคำแนะนำ ‘ซื้อ’ PTTEP ราคาเป้าหมาย 153 บาท โดยคาด EBITDA ปี 2563 ที่ 162,069  ล้านบาท โต 16% จากปี 2562 ซึ่ง EBITDA Margin อยู่ที่ 74.70% เติบโต 16% จากปี 2562  จากปริมาณการผลิตที่เติบโตขึ้นประมาณ 12% โดยราคาน้ำมันดิบโลกตามสมมติฐานในปี 2563 ที่ 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนราคาขายก๊าซลดลงเหลือ 6.4 ดอลลาร์/MMBTU จากอุปทานเพิ่มเติมในแหล่ง Permian ทำให้ประเมินว่าราคาขายเฉลี่ยปี 2563 น่าจะอยู่ที่ 47 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นที่ระดับ 388,000 บาร์เรลต่อวัน เนื่องจากมีปริมาณจากการที่ลงทุนในแหล่งก๊าซของ Murphy Oil และ Partex แบบเต็มปี


เราลดประมาณการราคาก๊าซเฉลี่ยตามสมมติฐานของปี 2563 ในตลาดโลกเหลือ 6.4 ดอลลาร์/MMBTU จาก 6.8 ดอลลาร์/MMBTU และคงประมาณการราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยตามสมมติฐานในปี2563 ที่ 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงจาก 63.6 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยขายของ PTTEP ลดลง 4% โดยคาดกำไรสุทธิปี 2563 ที่ 48,433  ล้านบาท ลดลง 0.76%


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” PTTEPด้วยราคาเป้าหมาย 143 บ. แม้ระยะสั้น ราคาหุ้น PTTEP จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ลดลงจากผลกระทบของไวรัสโคโรน่า แต่เรามองว่าในระยะกลาง-ยาว พื้นฐานธุรกิจของ PTTEP มีความแข็งแกร่งมากจากปริมาณขายที่เติบโตสูงในอีก 5 ปีข้างหน้าจากสินทรัพย์ใหม่ๆ ซึ่งเพียงพอต่อแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง   นอกจากนี้ ยังมี Upside จากโอกาส M&A ตามเงินสดในมือที่มีมาก และความคืบหน้าของโครงการ Gas to Power ในเมียนมา


ทั้งนี้  PTTEP เน้นกลยุทธ์ Execute ให้มากขึ้น หลังจากใช้เงิน 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐนปีที่ผ่านมาสำหรับการเข้าซื้อ Murphy (มาเลเซีย) และPartex (ตะวันออกกลาง) โดยในปีนี้ PTTEP จะไม่เน้นการทำ M&A แต่จะเน้นกลยุทธ์ Execute โครงการในมือให้มากขึ้น ได้แก่


1.ดำเนินแผนการเปลี่ยนผ่านการผลิตของโครงการใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง 2.พัฒนาโครงการให้มีศักยภาพในด้านการเพิ่มมูลค่าและเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม และ 3. บริหารต้นทุนการผลิตให้อยู่ในระดับแข่งขันได้   กลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลแล้วจากปริมาณขายปี 2562 ที่เพิ่มขึ้นถึง 15% และคาดปี 2563 เพิ่มขึ้นอีก 11% เป็น 390 พันบาร์เรล/วัน โดยคาดปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 45,482 ล้านบาท ส่วนปี 2564 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 44,850 ล้านบาท

 

 

Gas to Power เป็นโอกาสอีกมาก

นอกจากนี้ยังมีโอกาสมหาศาลจากโครงการ Gas to Power ในเมียนมา ด้วยประเทศเมียนมามีกำลังผลิตไฟฟ้าคิดเป็นเพียง 50% ของความต้องการ ณ ปัจจุบัน PTTEP ได้เห็นโอกาสมหาศาลจากการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในอนาคตด้วยการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิง จึงได้ยื่นแผนโครงการ Gas to Power ให้รัฐบาลเมียนมาพิจารณาแล้ว คาดว่าน่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้ โดยเฟสแรกจะเริ่มต้นที่ 600 MW และมั่นใจว่าสามารถขยายได้อีกอย่างไม่จำกัด  PTTEP มองว่าโครงการซอติก้า+เมียนมา เอ็ม 3 มีศักยภาพสูงที่จะเพิ่มปริมาณขายก๊าซรองรับความต้องไฟฟ้าที่สูงขึ้นมากในระยะยาวได้  


ทั้งนี้ มองว่า หากโครงการนี้เริ่มต้นได้ ไม่เพียง PTTEP จะได้ประโยชน์จากการขายก๊าซเพิ่มเติมเท่านั้น GPSC ในฐานะ Flagship ธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม PTT ก็จะได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ผลิต+ขายไฟฟ้าด้วย   

 

 

เงินสดแน่น ปันผลสูง

จากกลยุทธ์ Execute ดังกล่าว PTTEP มองว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณขายเติบโตเฉลี่ย 6% ใน 5 ปีข้างหน้า และด้วยธรรมชาติของธุรกิจที่สร้าง EBITDA margin สูงถึง 70% ย่อมนำมาซึ่ง Operating Cash Flow ที่แข็งแกร่งมาก โดยคาดจะทำได้ถึง 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งมากเกินพอต่อแผน CAPEX 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ, ดอกเบี้ยจ่าย, และการจ่ายเงินปันผลด้วย Payout 50% โดยไม่ต้องก่อหนี้เพิ่ม เราคาดว่า PTTEP จะจ่ายเงินปันผลต่อเนื่องขั้นต่ำ 6 บาท ต่อปี ในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งคิดเป็น D/P ระดับดี 4.8%


สิ่งที่เราในฐานะนักลงทุนต้องจับตา นอกจากราคาน้ำมันที่ผันผวน เศรษฐกิจโลกก็ยังมีผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำมันเช่นกัน แม้กระทั่ง Corona virus ก็ยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุในการฉุดรั้งความต้องการใช้น้ำมันด้วย ซึ่งเราก็ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า Corona virus จะส่งผลกระทบไปจนถึงเวลาไหน บทสรุปจะเป็นอย่างไรกันบ้าง และการประชุม OPEC จะลดกำลังการผลิตลงอีก 6 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยขยายระยะเวลาไปถึงสิ้น มิ.ย. หรือไม่

Share: