AOT ติดปีกบินสู่กำไร 4 หมื่นล้าน กับเส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

 

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผย ผลประกอบการไตรมาส1/2563 (ต.ค.-ธ.ค. 2562) มีกำไรสุทธิ 7,334.72 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.04% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีจำนวนผู้โดยสารรวม 6 ท่าอากาศยาน ที่ 36.72 ล้านคนเพิ่มขึ้น 3.19% ที่จำนวนเที่ยวบินรวม 224,371 เที่ยวบิน ลดลง 1.12% แบ่งเป็นเที่ยวบินระหว่างประเทศ 127,126 เที่ยวบิน และเที่ยวบินในประเทศ 97,245 เที่ยวบิน

 

ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 1/2563 ทาง AOT มีรายได้รวม 17,116.76 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,320.51 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นรายได้ที่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Aero) สัดส่วน 56% ที่ 9,005.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.63% และรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non aero) สัดส่วน 44% ที่ 7,099.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.32%

 

นอกจากนี้ AOT ยังมีรายได้อื่นจำนวน 1,012.08  ล้านบาท เพิ่มขึ้น  612.27 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 153.14%  เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้อื่น ๆ จำนวน 574.42 ล้านบาท เพราะการปรับปรุงการประมาณการหนี้สิน เนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง AOT ในประเด็นข้อพิพาทสัญญาให้เช่าพื้นที่ภายในศูนย์บริหารการขนส่ง ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นอกจากนี้ดอกเบี้ยรับเพิ่มขึ้นจำนวน 27.44 ล้านบาท

 

การเติบโตของ AOT จะสอดคล้องกับการเติบโตของจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งล่าสุดก็มีปัจจัยกดดัน นั่นคือ การแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนา ที่ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวปรับตัวลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันโดยตรงอย่างสิ้นเชิง

 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า เดือนม.ค.ธุรกิจ AOT ชะลอตัวลง จำนวน Flight ในเดือนม.ค.63 ของ 6 สนามบินของ AOT ลดลง 0.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย Flight ต่างประเทศ เพิ่มขึ้น2.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   แต่ในประเทศ ลดลง 5.6%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ส่วนจำนวนผู้โดยสารรวม ลดลง2.3%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน   มาจากจำนวนผู้โดยสารต่างประเทศ เติบโต 3.6%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  แต่ในประเทศ ลดลง 9.3%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  

 

โคโรนาฉุดผู้โดยสารหดตัว 23.50%

 

ขณะที่เดือนก.พ.หดตัวแรงขึ้นในช่วงไวรัสโคโรนาแพร่ระบาด สำหรับช่วง 1-8 ก.พ.63 ซึ่งเป็นช่วงที่ไวรัสโคโรนากำลังแพร่ระบาด พบว่าจำนวน Flight หดตัวทั้งต่างประเทศและในประเทศ โดย ลดลง 15.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  และ ลดลง 7.0%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ภาพรวมแล้วจำนวน Flight ลดลง 11.8%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ส่วนจำนวนผู้โดยสารต่างประเทศและในประเทศ ลดลง 27.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  และ ลดลง 17.2%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ทำให้โดยรวมแล้วจำนวนผู้โดยสารหดตัว 23.50%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  

 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2563 ของ AOT ยังถือว่าน่าพอใจ แต่แน่นอนว่าไตรมาส 2/2563 จะเห็นการลดลงอย่างชัดเจนจากปัญหา ไวรัสโคโรนา โดยมองว่าราคาหุ้นของบริษัทจะยังคงถูกกดดันจากประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องไปอีก 3 เดือนจนถึงวันที่ประกาศงบการเงิน แต่บนราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมา ยังมองว่าเริ่มเป็นโอกาสในการเข้าสะสม จึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” บนราคาเป้าหมายเดิม 81 บาท เพราะยังเชื่อมั่นในการเติบโตของ AOT ในระยะยาว แม้ในระยะสั้นอาจจะมีปัจจัยลบเข้ามากดดันอย่างรุนแรงก็ตาม

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในเบื้องต้นประเมินว่า หากการระบาดของ ไวรัสโคโรนา ทำให้จำนวนผู้โดยสารในปี 2563 ลดลง 10% และจำนวนเที่ยวบินลดลง 5% จะส่งผลกระทบกับประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ของ AOT ที่ 4.5%


ทั้งนี้จำนวนผู้โดยสารชาวจีนคิดเป็นสัดส่วน 25% ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดของ AOT โดยก่อนหน้านี้ จีนได้สั่งห้ามคนจีนเดินทางออกจากอู่ฮั่นเพื่อยังยั้งการแพร่ระบาดของ ไวรัสโคโรนา ซึ่งถือว่าเป็นบวกในแง่การตอบสนองที่รวดเร็วจากประเทศที่มีจำนวนผู้เดินทางมากที่สุดในโลก

 

อย่างไรก็ตามยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 เอาไว้ที่ 28,500 ล้านบาท เติบโต 13.8% จากปี 2562 โดยในภาพระยะยาว คาดว่า AOT จะมีกระแสรายได้ก้อนโตจากการที่ King Power ประกันรายได้ขั้นต่ำที่ปีละ 2.35 หมื่นล้านบาทเป็นเวลา 10.5 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2563 (ปีงบประมาณ 2564 ของ AOT) จากการที่ King Power ได้สัมปทานสามสัญญาในการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ (ร้านค้าปลอดอากร และพื้นที่เช่า) ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินในต่างจังหวัด (ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่) ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 4 หมื่นล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายที่ 86.00 บาท

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ปรับลดราคาเป้าหมายปี2563 เป็น 83.00 บาท จากเดิม 88.00 บาท เนื่องจากมีการปรับลดกำไรสุทธิลง และปรับลดการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่ระมัดระวังมากขึ้น key catalyst ได้แก่ กำไรในระยะยาวที่จะเติบโตแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในปี 2564 ที่ยังคงประเมินว่าจะเติบโตก้าวกระโดด

 

ส่วน key risk ได้แก่ การระบาดของไวรัสโคโรนา ที่จะทำให้กำไร ไตรมาส 2/2563 ปรับตัวลดมาก แต่จะดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ในช่วงที่เหลือของปี รวมถึงกรณีที่ AOT อาจต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้จาก PSC เข้ากองทุนช่วยพัฒนาสนามบินภูมิภาค ของกรมท่าอากศยาน (ทย.) ไม่เกิน 10% ซึ่งมองว่ามีผลกระทบต่อราคาเป้าหมายสูงสุดไม่เกิน 5 บาท

 

ทั้งนี้ได้มีการปรับลดประมาณการจำนวนผู้โดยสารปี 2563 ลงเป็นเติบโตติดลบที่ -4.5% จากเดิมคาดเติบโตที่ 4% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาต่อนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทย โดยปรับลดกำไรสุทธิปี 2563 ลงจากเดิม 12% เป็น 2.4 หมื่นล้านบาท ลดลง 3% จากปี 2562  เนื่องจากมีการปรับลดจำนวนผู้โดยสารลง

 

ส่วนงวดไตรมาส 2/2563ประเมินจำนวนผู้โดยสารจะลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  และ ลดลง 9% จากไตรมาส 1/2563 ซึ่งจะส่งผลให้มีกำไรสุทธิราว 6 พันล้านบาท ลดลง 22%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  และลดลง 18% จากไตรมาส 1/2563 และคาดว่าจะติดลบ จากช่วงเดียวกันของปีก่อน น้อยลงในช่วงที่เหลือของปี

 

ขณะที่ปี 2564 จะยังคงเติบโตก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 35,649 ล้านบาท เติบโต 47% จากปี 2563 เนื่องจาก การเริ่มรับรู้รายได้สัญญาใหม่จากคิงเพาเวอร์ และจะได้ผลบวกจากการเปิดให้บริการอาคารใหม่ Satellite สนามบินสุวรรณภูมิ


Share: