“บลจ.กสิกรไทย”…โชว์ฟอร์มปันผล 7 ‘กองหุ้นต่างประเทศ’ รับวาเลนไทน์

 

“บลจ.กสิกรไทย”...ปลื้ม 7 ‘กองหุ้นต่างประเทศ’ ผลงานดี จ่ายปันผลพร้อมกัน ‘วานเลนไทน์’ 14 ก.พ. นี้ มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาท สวนกระแสความผันผวนโลก

 

นายนาวิน อินทรสมบัติ Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีมติจ่ายปันผล 7 กองทุนหุ้นต่างประเทศ ได้แก่

-‘กองทุนเปิดเค โกลบอล เฮลท์แคร์ หุ้นทุน (K-GHEALTH)’

-‘กองทุนเปิดเค โกลบอล เฮลท์แคร์ หุ้นทุน Unhedged (K-GHEALTH(UH))’ สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 พ.ย. 19 – 31 ม.ค. 20 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย

-‘กองทุนเปิดเค ยูโรเปียน หุ้นทุน (K-EUROPE)’

-‘กองทุนเปิดเค ยูโรเปียน ซิลเวอร์เอจ หุ้นทุน (K-EUSAGE)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ส.ค. 19 – 31 ม.ค. 20 ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย

 

 

นาวิน อินทรสมบัติ

 

-‘กองทุนเปิดเค โกลบอล อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ต ออพพอร์ทูนนิตี้ (K-GEMO)’

-‘กองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน-A ชนิดจ่ายเงินปันผล (K-USA-A(D))’ สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 พ.ค. 19 – 31 ม.ค. 20 ในอัตรา 0.30 บาทต่อหน่วย

-‘กองทุนเปิดเค อินเดีย หุ้นทุน (K-INDIA)’ สำหรับรอบผลการดำเนินงาน 1 ก.พ. 19 – 31 ม.ค. 20 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหน่วย

“โดยทั้ง 7 กองทุนมีกำหนดจ่ายปันผลพร้อมกันในวันที่ 14 ก.พ. 20 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 311.18 ล้านบาท”

 

นายนาวิน กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาของทั้ง 7 กองทุนยังคงมีผลการดำเนินงานที่ดีแม้ในยามที่ตลาดโลกมีความผันผวน โดยจะเห็นได้จากหลายกองทุนได้รับการจัดอันดับจาก Morningstar ได้แก่ กองทุน K-EUROPE ได้รับการจัดอันดับ Overall Morningstar Rating 5 ดาว รวมถึงกองทุน K-GHEALTH, K-GEMO, K-USA-A(D) และ K-INDIA ได้รับการจัดอันดับ Overall Morningstar Rating 4 ดาว (ที่มา: Morningstar ณ 31 ม.ค. 20) ทั้งนี้ การจัดอันดับกองทุน (Morningstar Rating) เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลที่ผู้ลงทุนสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมุ่งมั่นรักษามาตรฐานการบริหารจัดการกองทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมในทุกมิติ

 

“สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว บรรยากาศการลงทุนปกคลุมด้วยความกังวลต่อข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หลายประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด โดยในระยะสั้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว การผลิต รวมถึงการส่งออก อย่างไรก็ดี ประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนมีพัฒนาการไปในทิศทางบวก และประเด็น Brexit มีความชัดเจนขึ้น หลังอังกฤษถอนตัวออกจากอียูได้สำเร็จ แต่ยังต้องติดตามข้อตกลงด้านต่างๆ ซึ่งอังกฤษยังคงอยู่ภายใต้กฎระเบียบของอียูจนถึงสิ้นปีนี้ ทั้งนี้บริษัทคาดว่าโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีแนวโน้มลดลง โดยสะท้อนได้จากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ในภาคการผลิตและภาคบริการปรับตัวดีขึ้น นอกจากนี้ ธนาคารกลางของประเทศแกนหลักต่างยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อช่วยประคองการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

 

นายนาวิน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเศรษฐกิจ ‘อินเดีย’ มีทิศทางชะลอตัวจากการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียได้เร่งออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับธนาคารกลางอินเดียได้ดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตและเงินเฟ้อ โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ในระยะยาว จากโครงสร้างประชากรวัยแรงงานที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และประสิทธิภาพทางการผลิตในธุรกิจที่สูงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเกิดใหม่มีแนวโน้มฟื้นตัวและขยายตัวในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดการณ์ว่าในปีนี้การเติบโตของกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะอยู่ที่ 4.4% ขณะที่การเติบโตของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ที่ 1.6% อีกทั้งระดับราคาหุ้นยังถูกกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

 

สำหรับมุมมองต่อตลาด ‘กลุ่มสุขภาพ’ คาดว่าภาพรวมของหุ้นกลุ่ม Healthcare ในระยะสั้นจะได้รับผลกระทบจากความกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ แต่ในระยะยาวจะยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลางในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มการใช้จ่ายเพื่อดูแลสุขภาพที่มากขึ้น

Share: