อยากลงทุนต่างประเทศ...ต้องได้ลง มีเงินเท่าไรก็ลงทุนได้!

ขณะนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเสรีให้นักลงทุนรายย่อยสามารถออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศได้เองในวงเงิน 200,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากเดิมที่ต้องผ่านตัวกลางในประเทศ หรือต้องมีสินทรัพย์ตามเงื่อนไขที่กำหนด

 

แต่! การจะออกไปลงทุนเองในต่างประเทศนั้น นักลงทุนจะต้องมีความรู้และพื้นบานด้านการลงทุนดีพอสมควร เพราะต้องจัดพอร์ตการลงทุนเอง (Self-Selection) เลือกประเภทสินทรัพย์ สัดส่วนการลงทุน ประเมินระดับความเสี่ยง รวมทั้งการจับจังหวะการลงทุนด้วยตัวเอง ยังมีรายละเอียดทั้งปลีกย่อย เช่น ต้องทำรายการซื้อทีละรายการ ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Front end) ต่าง ๆ

 

สำหรับตัวเลือกของคนที่อยากจะลงทุนต่างประเทศ สามารถเลือกลงทุนผ่านตัวแทน หนึ่งในนั้นคือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ที่ปัจจุบันลงทุนได้ง่ายละทำธุรกรรมผ่านโมบายแบงกิ้งได้แล้ว โดยมีหลายธนาคารที่ให้บริการนี้อยู่

 

เหตุที่เราควรมองหาการลงทุนต่างประเทศไว้นั้น เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดเพียง 1.00% ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ตราสารหนี้ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้เอกชน ก็มีอัตราผลตอบแทนลดลง ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นในประเทศก็ได้รับผลกระทบตามภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยเสี่ยงที่รุ้มเร้า โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสโคโรนา สะเทือนผลประกอบการบริษัทหลายธุรกิจทั้งท่องเที่ยวและโรงแรม สายการบิน รวมไปถึงสถาบันการเงินด้วย ยังมีปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่างคือ การเข้าสู่สังคมสูงอายุของไทย ที่ควรจะมีการเตรียมตัวให้พร้อม ซึ่งการกระจายการลงทุนออกไปในต่างประเทศจะช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการหาผลตอบแทนเพิ่มได้

 

“ปิติ ตัณฑเกษม” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารทหารไทย (TMB) ให้มุมมองว่า ในเรื่องนี้ว่า “อยากให้คนไทยทุกคนให้ความสำคัญของการออมและการลงทุน เหมือนเรื่องสุขภาพ ที่ตรวจสุขภาพเจอไขมันหรือน้ำตาลเกินก็ต้องดูแลตัวเอง อย่างการลงทุนก็ต้องเริ่มต้นจาก หาได้ – ออม = ใช้ ในส่วนของเงินออมอยากให้คนไทยที่มีเงินแค่พัน เงินหมื่น เงินแสน ก็สามารถมีพอร์ตเหมือนเศรษฐีที่รวยพันล้าน หมื่นล้านได้ และมีการกระจายการลงทุนที่หลากหลาย” 

 

ปิติบอกอีกว่า คนไทยเราอาจจะเคยชินกับ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว อัตราการว่างงานต่ำ และเรายังไม่เคยเข้าสู่ Aging Economy เรายังรู้สึกว่าเรื่องการออมและการลงทุนสำหรับวัยเกษียณเป็นเรื่องไกลตัว แต่ขณะนี้เรื่องนี้ใกล้ตัวมากขึ้น ไทยเราจะเป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ที่เข้าสู่สังคมผู้สุงอายุ ข้อมูลพบว่ามีคนไทยเพียง 1 ใน 70 คนเท่านั้นที่มีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน ความเสี่ยงการว่างงานเริ่มมีความเป็นไปได้มากขึ้น

 

ดังนั้นเป็นหน้าที่ของธนาคาร และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่จะมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการออมและการลงทุนลงไปสู่ตลาดในระดับที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องไม่เป็นสินค้าที่เฉพาะคนรวย หรือคนมีเงินเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้

 

ขณะนี้ธนาคารเป็นพันธมิตรกับ อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของกลุ่มพรูเด็นเชียล โดยธนาคารและอีสท์สปริง ถือหุ้นร่วมกันใน TMBAM Eastspring และ Thanachart Fund Eastspring ซึ่งปัจจุบันธนาคารถือหุ้นเฉลี่ยอยู่ราว 40% โดยในปี 2564 มีแผนที่จะควบรวม TMBAM Eastspring และ Thanachart Fund Eastspring เป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเดียวกัน และในส่วนธนาคารจะลดอัตราการถือหุ้นลงเหลือ 0% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพื่อให้เกิดความโปร่งใสตามนโยบายของธนาคารที่ได้เปิดบริการซื้อขายผลิตภัณฑ์กองทุนหลากหลายหลักทรัพย์จัดการกองทุน (Open-Architecture)

 

ปิติบอกว่า เมื่อพูดถึงการลงทุนและการเติบโตของ wealth ของเรา ต้องเริ่มจากความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จาก สิ่งแรกเลย หา -ออม= ใช้ ไม่ใช่ หาได้ -ใช้ = ออม หากตั้งใจออม หลอดกระปุกเรื่อย ๆ ก็จะมีเงินมากขึ้น แต่สิ่งที่จะทำให้ความสำเร็จแตกต่างกันคือ Asset Allocation หรือการจัดสรรเงินลงทุน โดยกระจายการลงทุนไปยังหลายๆ สินทรัพย์เพื่อกระจายความเสี่ยง ที่ผ่านมาธนาคารและอีสท์สปริงฯ ได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์กองทุนรวมที่หลากหลายออกมา เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถลงทุนที่กระจายความเสี่ยงได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เหมือนนักวิเคราะห์ก็สามารถเลือกลงทุนได้ อาทิ สมาร์ทพอร์ต ที่มีให้เลือก 5 แบบตามความเสี่ยงที่รับได้และวางแผนตามเป้าหมายของผู้ลงทุน

 

“การลงทุนไม่ใช่เล่นหวย อย่าถามว่างวดนี้ซื้อเบอร์อะไร แต่การลงทุน คือ Asset Allocation คือ ควรจะไปลงทุนหุ้นต่างประเทศเท่าไร ควรเลือกตัวไหน หุ้นจีน ควรลงทุนหรือไม่เพราะราคาตกลงมาเยอะ หรือหุ้นสหรัฐ พร็อพเพอร์ตี้ฟันด์ดีไหม ซึ่งจะแพ้ชนะกัน 90% อยู่ที่การจัดพอร์ต และต่อไปคือ Asset Selection คือ ซื้อตัวไหน แต่สิ่งที่มีผลน้อยที่สุดคือ ซื้อเมื่อไรเป็นเรื่องที่มา ธนาคารและอีสท์สปริงฯ จะช่วยจัดการให้ ขณะนี้ธนาคารได้มีการลงทุนแพลตฟอร์มเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนและเมื่อมีผู้ลงทุนเข้ามาใช้งานมากขึ้น แพลตฟอร์มจะมีต้นทุนถูกลง ทำให้คนไทยเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนได้ในต้นทุนถูกลง อยากให้มีเงินเท่าไรก็สามารถที่จะลงทุนในกองทุนรวมได้ เพราะการเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศเองในต่างประเทศมักจะถูกถามว่า มีเงินกี่ล้าน ถึงจะพาเราไปลงทุนได้ แต่กว่าเราจะมีเงินล้านเมื่อไรก็ไม่รู้ ซึ่งการลงทุนในรูปแบบที่เรานำเสนออยู่สามารถที่จะทำให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการออมและการลงทุนได้ เร็ว ๆ นี้ ก็จะมีการออกผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงกลุ่มคนทั่วไปออกมา” 

 

 

Share: