สุขสันต์วันโหดไปกับ BAM

 

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะว่าตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นหุ้นที่โดดเด่นอย่างมาก ทำราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง แม้อยู่ในห้วงเวลาที่สภาวะตลาดผันผวน จนทำผลตอบแทนไปจุดสุดสุดกว่า 107.14% จากราคาไอพีโอที่ระดับ 17.50 บาท โดยตั้งแต่เข้าตลาด BAM มีราคาหุ้นที่ทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง จนล่าสุดวันที่ 14 ก.พ.2563 ทำราคาจุดสูงสุดไว้ที่ 36.25 บาท

 

ซึ่งจากราคาดังกล่าวหลายภาคส่วนต่างตั้งความหวังว่า BAM จะสามารถทำราคาหุ้นไปจนถึงระดับ 40 บาทหรือไม่ แต่ก็เหมือนตกสรรค์ทันทีในวันเดียวกัน หรือ วันที่ 14 ก.พ.2563 ราคาหุ้น BAM ปิดการซื้อขายที่ระดับ 31.50 บาท ลดลง 3.08% ซึ่งทำจุดต่ำสุดของวันที่ 30 บาท


แต่ในวันที่ 17 ก.พ.2562 ราคาหุ้น BAM ถือว่าปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว และเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับ BAM เลย โดยปรับลดลงสูงถึง  11.90% จากวันก่อนหน้า “นั่นก็เป็นที่มาของคำว่า สุขสันต์วันโหด” ก็ว่าได้ เพราะเมื่อก่อนสุขสันต์ แต่วันนี้โหด

 

จากราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงดังกล่าว นักวิเคราะห์มองว่าจะเป็นปัจจัยมาจาก จากความกังวลต่อต้นทุนทางเงินที่อาจปรับสูงขึ้น หลัง TRIS Rating ประกาศการจัดอันดับ Rating ของ BAM ที่ระดับ “A-“ แนวโน้ม “Stable” ต่ำกว่าที่ Flitch Rating ที่จัด Rating ของ BAM ไว้ที่ “AA-“ ทำให้ตลาดกังวลต่อผลการประเมิน Rating ครั้งใหม่ของ Flitch Rating ที่จะออกมาในเดือนมี.ค. ซึ่งอาจมีการปรับลด Rating ลงเพราะ BAM สูญเสียสถานะรัฐวิสาหกิจไปหลังเข้า IPO

 

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ในเชิงพื้นฐานแนะนำ “ถือ” BAM ที่ราคาเป้าหมายเดิม 28.5 บาท แต่ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำหาจังหวะเข้าสะสมที่ระดับ 26 บาทหรือต่ำกว่า (มี Cushion ประมาณ 10% จากราคาเป้าหมาย) มองประเด็นการปรับลดอันดับ Credit rating 2-3 ระดับไม่ใช่เรื่องประหลาดใจ โดยประเมินว่าจะส่งผลกระทบต่อ Cost of fund โดยรวมราว 0.10-0.20% และอยู่ในคาดการณ์ของฝ่ายวิจัยอยู่แล้ว

 

 

ดอกเบี้ยนโยบายลดลง 0.25% ชดเชยผลกระทบลด Credit rating

 

ซึ่งประมาณการนั้นยังไม่ได้รวมผลกระทบเชิงบวกจากการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ซึ่งจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการลด Credit rating ได้ ทั้งนี้ปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป ได้แก่ เป้าหมายของบริษัทที่จะลดระยะเวลาคืนทุนทั้งในส่วนของ NPL และ NPA ซึ่งหากทำได้จริงจะส่งผลดีโดยตรงต่อกระแสเงินสดและผลประกอบการโดยรวม

 

 

ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นใหม่ ตลาดมองลบเกินไป

 

นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า มองประเด็นดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นใหม่ และตลาดตอบสนองเชิงลบต่อประเด็นดังกล่าวมากเกินไป โดยต้นทุนทางการเงินของ BAM คิดเป็นเพียง 20.7% ของรายได้จากการดำเนินงาน


ซึ่งฝ่ายวิจัยได้ทำ Sensitivity Analysis ของประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 ต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนทางการเงิน พบว่าทุกๆ 10 bps ที่ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นจะกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 2563 เพียง 1.2% ดังนั้นในกรณีที่ Flitch Rating ประกาศ Rating ออกมาเท่ากับของ TRIS Rating ที่ “A-“ คาดทำให้ต้นทุนทางการเงินในปี 2563 เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดที่ 3.3% เป็น 3.5% และคาดกระทบต่อประมาณการกำไรสุทธิเพียง 2.3% จากประมาณการเดิม 

 

ผลกระทบยังน้อยกว่าคาด

 

อย่างไรก็ดีผลกระทบดังกล่าวอาจมีผลต่อประมาณการน้อยกว่าคาด เนื่องจากปัจจุบัน 10Yr Bond Yield ของไทยปรับตัวลงมาอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.16% หลังกนง.มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงถึง 3 ครั้ง ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2562 เป็นต้นมา (มากกว่าที่ตลาดประเมินไว้) ทำให้ดอกเบี้ยในตลาดตราสารหนี้มีโอกาสปรับลงตาม

 

นอกจากนี้ BAM เป็นบริษัทที่เน้นออกหุ้นกู้ที่มี Time to Maturity นาน โดยมีหุ้นกู้ที่อายุมากกว่า 3 ปีราว 78.2% และมีหุ้นกู้มูลค่าเพียง 800 ล้านบาท ที่จะครบกำหนดในปี2563 ทำให้การ Refinance ของหุ้นกุ้ชุดเดิมจะมีผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินไม่มากนัก อีกทั้งบริษัทได้นำเงินที่ได้รับจาก IPO ไปชำระคืนเงินกู้ยืมบางส่วนเพื่อลดภาระหนี้ในช่วง ไตรมาส 4/2562

 

คงกำไรสุทธิปี 62 โตเด่น 128%

 

ทั้งนี้จึงยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2562 ที่ 11,861 ล้านบาท โตเด่น 128% จากปีก่อน หนุนด้วยการปิดบัญชีของลูกหนี้รายใหญ่ และกำไรพิเศษจากการตั้ง Deferred Tax Asset ส่วนปี 2563 คาดกำไรปกติที่ 4,615 ล้านบาท ลดลง 32.8% จากปี 2562 เนื่องจาก 1.การปิดบัญชีชำระหนี้ผ่านกรมบังคับคดีที่สูงกว่าปกติในช่วงไตรมาส 2/2562 2.ต้นทุนทางการเงินปรับเพิ่มขึ้นหลังคาด Credit Rating อาจถูกปรับลงเล็กน้อย หลังกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ มีสัดส่วนถือหุ้นลดลง ทำให้Cost of Fund คาดขยับขึ้นเป็น 3.2% จาก 3.1% ในปี 2562 และ 3. เริ่มบันทึกค่าใช้จ่ายภาษีนิติบุคคลในอัตรา 20% ซึ่งคาดคิดเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นราว 1,154 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตามยังคาด BAM จะมีกำไรปกติเฉลี่ยปีละ 7.3% ในช่วงปี 2564-2565 สอดคล้องกับพอร์ตลูกหนี้ NPL ที่ขยายตัวขึ้นต่อเนื่อง และอัตราการหมุนเวียนของเงินลงทุนที่จะดีขึ้น หลังปรับโครงสร้างการดำเนินงานภายใน  

 

โดยมองราคาหุ้นที่ปรับลง 14.6% ในช่วง 2 วันทำการที่ผ่านมาได้ตอบรับเชิงลบมากเกินไป จนราคาหุ้นปัจจุบันกลับมามี Upside 8.1% จากมูลค่าพื้นฐานปี 2563 ที่ 30 บาท และคาดเงินปันผลครึ่งหลังปี 2562 หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น Div. Yield 3.6% ดังนั้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”

 

ราคาหุ้นปรับตัวลง 23% จากบริเวณ 36.00 บาท จากแรงขายทำกำไร และพักฐานทางเทคนิค เป็นโอกาส “ซื้อ” เนื่องจากธุรกิจของ BAM มีความ Defensive เติบโตได้ทั้งภาวะเศรษฐกิจขยายตัวและชะลอตัว ขณะที่การถูกปรับลด Credit Rating หลังแปรสภาพจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทเอกชนจากการ IPO เป็นปัจจัยที่รับรู้และอยู่ในประมาณการแล้ว นอกจากนั้น Bond Yield ไทย 10 ปี ที่ลดลงเหลือเพียง 1.16% เป็นปัจจัยบวกต่อต้นทุนทารการเงิน


โดยคงมุมมองบวกต่อ
BAM และปี 2563 มีปัจจัยบวกรออยู่ คือการถูกเพิ่มเข้าสู่ดัชนี SET50, SET100, MSCI และ FTSE รวมทั้งให้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในเกณฑ์ดีราว 4% ต่อปี


Share: