เปิดปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย เหตุผล กนง. ต้องลดดอกเบี้ยนโยบายต่ำสุด!

ดอกเบี้ยนโยบายของไทย ลงมาต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ 1.00% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ 7 : 0 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งแรกของปี 2563 จากทั้งปีที่จะมีการประชุมทั้งหมด 8 ครั้ง เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา


ล่าสุด ธปท. ได้มีการเผยแพร่รายงานการประชุมกนง. (ฉบับย่อ) ครั้งที่ 1/2563 Wealthy Thai ชวนมาดูกันว่า... เหตุผลใดที่ทำให้ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลงในครั้งนี้ เมื่อลดดอกเบี้ยนโยบายลงแล้วเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นหรือไม่ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินต่อไปจะเป็นอย่างไร


เหตุผลในการตัดสินใจว่าดอกเบี้ยนโยบายจะเป็นอย่างไรนั้น กนง. ให้รายละเอียดว่า เรื่องแรก อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ(จีดีพี) ปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพมากขึ้นและน่าจะต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เดิมที่ 2.8% เมื่อเดือนธันวาคม 2562 ซึ่งการลดลดอกเบี้ยนโยบายถือเป็นการใช้นโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ  โดยเหตุที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำเพราะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระทบกับภาคการท่องเที่ยว ความล่าช้าของงบประมาณปี 2563 กระทบต่อการลงทุนภาครัฐและการลงทุนเอกชนที่เกี่ยวเนื่อง และภัยแล้ง กระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชน ขณะที่การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มลดลงตามเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัว


เรื่องที่สอง เศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 1-3% และเรื่องที่สาม เสถียรภาพระบบการเงินเปราะบางเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและ ความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) มีแนวโน้มด้อยลง


ทั้งหมดเป็นที่มาจึงการตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายลง ส่วนลดดอกเบี้ยนโยบายแล้วจะช่วยกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจและเงินเฟ้อเพียงใดนั้น  กนง. อธิบายไว้ว่า “การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งนี้เหมาะสมและทันการณ์ โดยไม่จำเป็นต้องรอประเมินผลกระทบหลังจากความเสี่ยงชัดเจนขึ้น เพราะหากเกิดผลกระทบรุนแรงจะแก้ไขสถานการณ์ได้ยาก ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้อาจไม่ช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นมากนัก แต่จะช่วยบรรเทาภาระหนี้และสนับสนุนการเพิ่มสภาพคล่อง อย่างไรก็ดี การผ่อนคลายนโยบายการเงินจะต้องผสมผสานกับมาตรการทางการเงินและการคลังอื่น ๆ ที่เป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด”

 



ด้านปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป กนง. มองว่า มีทั้งปัจจัยต่างประเทศและปัจจัยในประเทศ ได้แก่ การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่อาจรุนแรงและยืดเยื้อ การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศและความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังมีความไม่แน่นอน  และความไม่แน่นอนของการใช้จ่ายภาครัฐรวมถึงความคืบหน้าของโครงการร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญและผลต่อเนื่องไปยังการลงทุนภาคเอกชน


ความเสี่ยงของภัยแล้งที่อาจรุนแรงกว่าคาด การบริโภคภาคเอกชนที่อาจชะลอตัวกว่าคาดจากการจ้างงานและรายได้ที่ลดลง หนี้ครัวเรือนสูงและความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลง การแสวงหาผลตอบแทนสูงขึ้นและประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร รวมทั้งค่าเงินบาทอาจยังไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยและติดตามประสิทธิผลการผ่อนคลายเงินทุนไหลออก


ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงิน นั้น กนง. มองว่า ขณะนี้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษมีความเหมาะสมเพื่อช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในภาวะปัจจุบันและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมายท่ามกลางความเสี่ยงด้านลบและความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้น แต่หากพัฒนาการเศรษฐกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นต่อเนื่องชัดเจน รวมถึงอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเคลื่อนไหวสอดคล้องกับกรอบเป้าหมาย ความจำเป็นในการพึ่งพานโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากเป็นพิเศษจะเริ่มทยอยลดลง ซึ่ง กนง. จะติดตามพัฒนาการของข้อมูล (data-dependent) เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม ...ซึ่งอาจจะหมายถึงการที่ยังไม่ปิดประตูลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจจะเห็นดอกเบี้ยที่ต่ำกว่านี้ก็เป็นได้


หลังจากนี้ กนง. จะมีการประชุมครั้งที่ 2/2563 ในวันที่ 25 มีนาคม ต้องติดตามว่า กนง. จะมีทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร และตัวเลขประมาณการจีดีพีใหม่ที่จะประกาศออกมาอย่างไร ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) คาดการณ์จีดีพี ปีนี้มีโอกาสขยายตัวแค่ 2.0% หากผลกระทบรุนแรงมีโอกาสลงไปต่ำถึง 1.5% และหากฟื้นตัวอาจจะขยายตัวได้ 2.5% จาก ปี 2562 ที่จีดีพีไทยขยายตัวที่ 2.4%

Share: