การไม่ลงทุนเลย…ยิ่งมีความเสี่ยง!!!

 

“วัฏจักรของเศรษฐกิจ (Economic Cycle) ทั้งขาขึ้น ขาลง และทรงตัว ทุกภาวะ ล้วนส่งผลต่อตลาดเงิน-ตลาดทุน ในระดับประเทศหรือในระดับการเงินส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการออมการลงทุนและการใช้เงินของพวกเราทุกคน โดยการปรับตัวของอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลาง อาทิ ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย เป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยผลักดันนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในวัฏจักรต่างๆ

 

“โดยในช่วงที่ ‘เศรษฐกิจดี’ ธนาคารกลางจะทำการปรับดอกเบี้ยนโยบาย ‘ขึ้น’ เพื่อชะลอการเติบโตของเงินเฟ้อเพื่อรักษากำลังซื้อของทุกภาคส่วนในประเทศ แต่ในขณะที่ภาวะ ‘เศรษฐกิจชะลอตัว’ ธนาคารกลางจะปรับ ‘ลด’ อัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นการลงทุน การใช้จ่ายและการบริโภคเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

 

ปัจจุบันเนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนนโยบายของไทยลงต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 1% นับเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นการปรับอัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ระดับที่ต่ำมากและมีผลต่อการเงินและการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ ผู้ที่ต้องการกู้เงินเพื่อระดมทุนขยายกิจการและมองหากำลังซื้อ จะมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง ขณะที่ผู้มีเงินออมหรือนักลงทุนจะได้ผลกระทบในด้านของผลตอบแทน โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนในตราสารหนี้หรือมีเงินฝากจะได้ผลตอบแทนลดลง 

 

ทำให้การสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน เราต้องมาพิจารณาวางแผนเลือกสินทรัพย์กันใหม่ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ และอาจมีจะต่ำลงไปได้อีกหากภาวะเศรษฐกิจยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยผมอยากแนะนำสำหรับกลุ่มผู้ลงทุนที่ ‘รับความเสี่ยงได้น้อย’ หรือกลุ่มผู้ที่มีเงินเก็บส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเงินฝาก เช่น กลุ่มคนวัยเกษียณ เพราะเมื่อพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปีแล้วผลตอบแทนที่แท้จริงจากอัตราดอกเบี้ย (Real Yield) นั้นจะพบว่า ‘ติดลบ’ เมื่อเป็นดังนี้ เราจึงต้องวางแผนการเงิน เพื่อรักษาเงินต้นพร้อมๆ กับเพิ่มผลตอบแทนให้กับเงินของเรา ดังคำที่พูดที่ว่า "การลงทุนนั้นแม้จะมีความเสี่ยง…แต่การไม่ลงทุนเลยยิ่งมีความเสี่ยง"

 

 

แล้วมีสินทรัพย์ใดบ้างที่สามารถให้ผลตอบแทน ‘สูงกว่า’ อัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบัน ให้เราพิจารณาลงทุนกัน

 

สินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ ได้แก่

  1. ‘กองทุนตราสารหนี้ประเภท FIXED INCOME FUND’ : ปัจจุบันให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 1.5 % ก่อนหักภาษี
  2. ‘กองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทโครงสร้างพื้นฐาน’ : ปัจจุบันให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 5.0-7.0% ก่อนหักภาษี
  3. ‘ตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Investment grade )’ แต่ไม่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน : ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 1.5-3.0%
  4. ‘ตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น’ ที่ไม่มีอันดับความน่าเชื่อถือ (Non-rate) และมีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Collateral) ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 5.0-7.0%


สินทรัพย์ความเสี่ยงปานกลาง-สูง

 

1) ลงทุนใน ‘หุ้นขนาดใหญ่’ ที่พื้นฐานดีรวมไปถึงกองทุนที่ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เช่น หุ้น SET50 ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล อยู่ที่ประมาณ 3.0-7.0%  (ณ สิ้นปี2019)  แต่มีความเสี่ยงด้านราคาที่อาจปรับขึ้นลงได้ตามภาวะตลาดหุ้น

2) ลงทุนใน ‘ตราสารประเภทหุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ (Structured Note)’ ให้ผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 5.0-15.0 % แต่มีความเสี่ยงด้านเงินทุนที่ได้คืนไม่ครบจำนวน

 

“เห็นได้ว่ามีหลายสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้มากน้อยแตกต่างกันในแต่ละระดับความเสี่ยงและแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเราสามารถจัดสรรเงินไปลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ตามความเหมาะสมของตนเองได้ สำคัญเหนืออื่นใดที่ผมอยากแนะนำเพิ่มเติมคือ เมื่อเงินลงทุนได้ผลตอบแทนถึงระดับหนึ่งแล้ว ต้องพิจารณา ‘หาจังหวะทำกำไร (Take profit )’ บ้างนะครับ เพื่อป้องกันความเสี่ยง”

 

เพราะต้องไม่ลืมว่าภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ลดต่ำลงนั้น หมายถึงเศรษฐกิจมีการเติบโตที่ช้าลงจึงอาจมีความผันผวน จากภาวะปัจจัยต่างๆ ได้ ดังนั้นการปรับพอร์ตลงทุนตามสภาวะการณ์ของตลาดจึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงในการลงทุนได้ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

 

โดยสรุปผมอยากบอกว่า ‘ภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ’ เป็นโอกาสสำหรับการกู้เงินเพื่อลงทุนประกอบกิจการต่างๆ และเป็นประโยชน์สำหรับผู้มีภาระหนี้ในการผ่อนบ้าน , รถ แต่ในด้านเก็บเงินออมและบริหารการเงินนั้นเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญนะครับ "เพราะไม่มีการลงทุนที่ปลอดภัย 100% แม้กระทั่งเงินการฝากเงินไว้ธนาคาร"

Share: