เช็คสุขภาพหุ้นกลุ่ม ปตท. งบปี 62 ใครรอด-ใครร่วง

ผ่านไปแล้วปีสุดหฤโหด 2562 ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็ได้ทยอยประกาศออกมาบ้างแล้ว ทั้งน่าผิดหวัง และสมหวังต่อนักลงทุน วันนี้เราขอหยบยกหุ้นแห่งชาติ คือ กลุ่ม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เพราะยังครองใจนักลงทุนทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่เสมอมา


ทั้งนี้บริษัทในกลุ่ม PTT ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แก่ PTTGC, IRPC, TOP, GPSC และ PTTEP โดยนักวิเคราะห์ต่างว่ากันว่าปี 2562 ถือเป็นปีที่สุดโหด เพราะมีปัจจัยกดดันรอบด้านต่อผลประกอบการ แต่ใช่ว่าปี 2563 จะสดใส หลังจากผ่านไปเพียงเดือนเศษๆ อย่างที่เราทราบกัน ก็มีปัจจัยให้ปวดหัวอีกเช่นเคยวันนี้เรามาดูกันว่า ผลประกอบการปี 2562 ของหุ้นในกลุ่ม PTT ใครน่าสนใจไปดูกันเลย

 

 

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT

ในปี 2562 มีกำไรสุทธิ 92,951 ล้านบาท ลดลง 22.30% จากปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 119,647 ล้านบาท เนื่องจากกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) ที่ลดลง และค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC และ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP แม้ว่ามีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นจากค่าเงินบาทในปี 2562 ที่แข็งค่ามากกว่าปี 2561 และผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ลดลง รวมถึงค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลงตามผลการดำเนินงาน


โดยมีรายได้จากการขายปี 2562 อยู่ที่ 2,219,739 ล้านบาท ลดลง 5% จากปี 2561 เป็นผลมาจากกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และกลุ่มธุรกิจน้ำมันลดลง แม้ว่ารายได้ขายเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรมธุรกิจสำรวจและผลิตฯ และกลุ่มธุรกิจก๊าซธรรมชาติ


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้ แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” PTT ประเมินราคาเหมาะสมสำหรับปี 63 ที่ 48 บาท (เดิม 50 บาท) โดยแนวโน้มไตรมาส 1/2563 คาดว่ากำไรปกติมีโอกาสอ่อนตัวลงต่อ โดยมีแรงกดดันจาก Margin ของธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ และธุรกิจจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซฯ ที่ราคาขายผลิตภัณฑ์อิงกับราคาปิโตรเคมีและน้ำมันเตายังทรงตัวในระดับต่ำ เนื่องจากผลกระทบของสงครามการค้า มาตรการ IMO2020 และการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19


นอกจากนี้ช่วงครึ่งแรกปี 2563 มีแผนปิดซ่อมโรงแยกก๊าซฯ GSP#5 เป็นเวลา 20 วัน และลดกำลังการผลิตต่ออีก 27 วัน (20 ม.ค.-17 ก.พ.) แผนปิดซ่อม GSP#1 เป็นเวลา 25 วัน (6-30 มิ.ย.) ส่งผลให้ภาพรวมการใช้กำลังการผลิตของปีนี้ลดลงจากปีก่อน


อย่างไรก็ตามแผนหยุดซ่อมบำรุงโรงงานปิโตรเคมีและโรงกลั่นในปี 2563 จะน้อยลง และคาดหวังว่าจะเห็นการฟื้นตัวของราคาผลิตภัณฑ์และ Market GIM ดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้นเพื่อสะท้อนปัจจัยลบดังกล่าว จึงปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 63 ลงจากเดิม 9.8% เป็น 90,893 ล้านบาท ลดลง 2.2% จากปี 2562 ส่วนปี 2564 ลดลงจากเดิม 9% เป็น 98,105 ล้านบาท เติบโต 7.9% จากปี 2563

 

 

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC

ในปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,682 ล้านบาท ลดลง 71% จากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 40,069 ล้านบาท และมีรายได้รวมอยู่ที่ 409,688 ล้านบาท ลดลง 21% จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 515,449 ล้านบาท เนื่องจาก ระดับราคาผลิตภัณฑ์เฉลี่ยปรับตัวลดลง และปริมาณการขายลดลง ซึ่งราคาผลิตภัณฑ์ที่อ่อนตัวลงเป็นผลจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และผลกระทบจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีนที่ยังคงมีผลกระทบอย่างต่อเนื่องตลอดปี


ส่วนปริมาณขายที่ลดลงเป็นเพราะการปิดซ่อมบำรุงตามแผนของหน่วยผลิตหลักในธุรกิจอะโรเมติกส์ในไตรมาส 2/2562 และธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในไตรมาส 4/2562 ด้านค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลประกอบการหลักปรับตัวลดลง รวมถึงบริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่รับรู้ จำนวน 4,570 ล้านบาท โดยเมื่อรวมผลกระทบอื่นจากผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน และกลับรายการมูลค่าทางบัญชีของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Loss Net Reversal of NRV) รวม 114 ล้านบาท และกำไรจาก Commodity Hedging จำนวน 1,248 ล้านบาท


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ราคาหุ้น PTTGC จะได้รับแรงกดดันจากกำไรที่อ่อนแอ แต่แนวโน้มธุรกิจยังไม่เป็นบวกนัก ความน่าสนใจของ PTTGC จึงน้อยกว่าหุ้นพลังงานตัวอื่น เราแนะนำเพียง “ถือ” ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 60 บาท


ทั้งนี้คาดว่ากำไรปี 2563 จะฟื้นตัวได้จากฐานต่ำ ด้วยผลบวกหลักจากธุรกิจโรงกลั่น เนื่องจาก จะกลับมาผลิตเต็มที่ด้วย 101% (ปี62 : 87%) หลังจากปิดซ่อมบำรุงในปีก่อน   นอกจากนี้ ยังได้ผลบวกจาก Mkt. GRM ที่ดีขึ้นจากการขายน้ำมัน LSFO เต็มปี และส่วนต่างราคาน้ำมันดีเซลจะกว้างขึ้นจากผลของมาตรการ IMO


สำหรับธุรกิจ Aromatics คาดทรงตัว จากปี 2562 โดยผลบวกจาก อัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น น่าจะถูกหักล้างด้วย Spreads ที่ยังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม อาจจะมี Downside risk จากธุรกิจ Olefins & Derivatives เนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงในไตรมาส 1/2563 ทำให้คาดอัตราการใช้กำลังการผลิตทั้งปีหดตัวจาก 102% เหลือ 98% ขณะที่คาด Spreads ของ HDPE, PP ทรงตัวจากปี 2562 ดังนั้นจึงคาดว่าปี 2563 จะรายงานกำไรสุทธิ 16,205 ล้านบาท  

 

 

บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP

ผลประกอบการในปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,569 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 48,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 1,120 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 36,206 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 6,413 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น 198,822  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากปี 2561 ซึ่งมีรายได้รวม 5,459 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 176,687 ล้านบาท


โดยปัจจัยหลักมาจากการที่บริษัทมีปริมาณการขายปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนโครงการบงกช การเข้าซื้อกิจการของบริษัท เมอร์ฟี่   ออยล์ คอร์ปอเรชั่น ในประเทศมาเลเซีย และบริษัท พาร์เท็กซ์ โฮลดิ้ง บี.วี. ส่งผลให้ปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 3.5 แสนบาร์เรลต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับปี 2561 อยู่ที่ 3.05 แสนบาร์เรลต่อวัน


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” PTTEP ด้วยราคาเป้าหมาย 143 บาท แม้ระยะสั้น ราคาหุ้น PTTEP จะได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ลดลงจากผลกระทบของไวรัสโคโรนา แต่เรามองว่าในระยะกลาง-ยาว พื้นฐานธุรกิจของ PTTEP มีความแข็งแกร่งมากจากปริมาณขายที่เติบโตสูงในอีก 5 ปีข้างหน้าจากสินทรัพย์ใหม่ๆ ซึ่งเพียงพอต่อแนวโน้มราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง   นอกจากนี้ ยังมี Upside จากโอกาส M&A ตามเงินสดในมือที่มีมาก และความคืบหน้าของโครงการ Gas to Power ในเมียนมา โดยคาดปี 2563 จะมีกำไรสุทธิ 45,482 ล้านบาท ส่วนปี 2564 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ 44,850 ล้านบาท

 

 

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ในปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิ อยู่ที่ 4,061 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 702 ล้านบาท หรือคิดเป็น 21% จากปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 3,359 ล้านบาท เนื่องจากรับรู้รายได้จากการควบรวมบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW และมีรายได้รวม 66,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 168%  จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 41,682 ล้านบาท


ทั้งนี้ยังมีโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟเข้าระบบเพิ่มขึ้น โดยบริษัท เริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2562 จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ผลิตสาธารณูปการแห่งที่ 4 จังหวัดระยอง (CUP-4), โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำลิก 1 (NL1PC), โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี (XPCL) และโครงการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมของบริษัท ชลบุรี คลีนเอ็นเนอร์ยี จำกัด (CCE) รวมถึงการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าของ GLOW ภายหลังการควบรวมกิจการแล้วเสร็จในปี 2562 ซึ่งเป็นผลทำให้รายได้ และกำไรของบริษัทมีทิศทางที่เติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


โดยขณะนี้ได้แนะนำรอ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” GPSC ด้วยราคาเป้าหมายใหม่ 74 บาท คาดกำไรปี 2563 เติบโตสูงจากการรวม GLOW เต็มปีและต้นทุนการเงินลดลง ซึ่งคาดกำไรสุทธิ 7,818 ล้านบาท เติบโต 93%


หลักๆ จากรายได้เพิ่มขึ้นตามการรวมรายได้จาก GLOW เต็มปีและสัดส่วนการถือหุ้นใน GLOW เพิ่มขึ้น ประกอบกับคาด GPM สูงขึ้นตามทิศทางราคาก๊าซที่ลดลงและ Synergy ที่เกิดขึ้นจากการประหยัดต่อขนาด   นอกจากนั้น ส่วนแบ่งกำไรจะเพิ่มขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าของโครงการไซยะบุรีเต็มปี และคาดได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายการเงินลดลง เนื่องจากมีการคืนเงินกู้ยืมไปเมื่อปลายปีก่อน และอัตราดอกเบี้ย THBFIX และ BIBOR ลดลงมากหลังจาก ธปท. ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  และคาดปี 2564 มีกำไรสุทธิเติบโตมาอยู่ที่ 9,272 ล้านบาท

 

 

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC

ในปี 2562 บริษัท ขาดทุนสุทธิ 1,174 ล้านบาท ลดลง 115%  เมื่อเทียบกับปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 7,734 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีรายได้จากการขายในปี 2562 อยู่ที่ 2.17 แสนล้านบาท ลดลง 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน  เนื่องจากราคาขายลดลง 12% จากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง ประกอบกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น รวมทั้งปริมาณขายลดลง 4% โดยโรงกลั่นน้ำมันใช้อัตราการกลั่นเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 1.97 แสนบาร์เรลต่อวัน ลดลง 5% เนื่องจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงงาน RDCC เป็นเวลา 28 วัน และโรงกลั่นน้ำมัน (ADU 1) เป็นเวลา 18 วัน


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ "ถือ" IRPC ราคาเป้าหมาย 3.80 บาทต่อหุ้น โดยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,620 ล้านบาท พลิกจากปี 2562 ที่มีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 1,174ล้านบาท ผลประกอบการที่ประเมินยังไม่รวมผลกระทบที่เกิดจากการทำสัญญาป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าการกลั่น (Oil Hedging) ความผันผวนของ Inventory ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และการรับรู้รายการพิเศษ แม้เราจะยังมีมุมมองที่เป็นลบต่อการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาปิโตรเคมี จากอัตราการเติบโตของ Demand ที่ถูกจำกัดด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ขณะที่อุปทานใหม่ยังคงเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่า Demand

 

 

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP

มีกำไรสุทธิปี 2562 อยู่ที่ 6,276 ล้านบาท ลดลงจากปี 2561 อยู่ที่ 10,149 ล้านบาท มีรายได้จากการขายปี 2562 อยู่ที่ 362,179 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนอยู่ที่ 389,042 ล้านบาท เนื่องจากจาก ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงใหญ่ และราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยปรับลดลงตามราคาน้ำมันดิบ จากส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ปรับตัวลดลง


รวมทั้งส่วนต่างราคาสารอะโรเมติกส์ ทั้งสารพาราไซลีนและสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 และส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานกับน้ำมันเตาที่ปรับลดลงจากอุปทานล้นตลาด ทำให้กำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันลดลง 2.2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 4.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


อย่างไรก็ตามจากระดับราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นทำให้มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 1,581 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมี EBITDA อยู่ที่ 13,833 ล้านบาท ลดลง 6,406 ล้านบาท ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายจากการซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผน 1,066 ล้านบาท และกำไรจากอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงสุทธิ 359 ล้านบาท


นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” TOP ปรับลดราคาเหมาะสมลงมาที่ 67.00 บาท (เดิม 76.00 บาท) โดยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2563 คาดว่ายังถูกกดดันจากค่าการกลั่นเฉลี่ยที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากความต้องการใช้โดยเฉพาะภาคการผลิต การขนส่ง และการท่องเที่ยวในภูมิภาคที่ลดลงด้วยผลกระทบของการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรนา


อย่างไรก็ตามตลาดน้ำมันสำเร็จรูปมีตัวช่วยพยุงจากการปรับลดกำลังการผลิตของโรงกลั่นหลายแห่งในประเทศจีน น่าจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับอุปทานส่วนเกินได้บ้าง ในส่วนของธุรกิจอะโรมาติกส์มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากคาดการณ์อุปสงค์ของสาร PX ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังสงครามการค้าคลี่คลาย และอุปสงค์ในการนำสาร PX ไปทำขวด PET ในช่วงฤดูร้อน


ทั้งนี้เชื่อว่าผลประกอบการยังมีความเสี่ยงจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลงแรงจากสิ้นปีก่อน ค่าเงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่า ทำให้มีโอกาสรับรู้ผลขาดทุนสต๊อกฯ และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในไตรมาส 1/2563 ดังนั้นจึงปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2563 ลง 26% อยู่ที่ 7.71 พันล้านบาท เติบโต 23% จากปี 2562 และปรับคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2564 ลดลง 9% อยู่ที่ 9.73 พันล้านบาท เติบโต 26% จากปี 2563  โดยปรับลดสมมติฐาน Marketing GIM ปี 63-64 ลงเหลือ 6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และ 6.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตามลำดับ


เป็นอย่างไรกันบ้างกับผลประกอบการของกลุ่ม ปตท. ซึ่งถือเป็นปีที่ท้าทายของกลุ่มนี้อย่างมาก แต่ปี 63 ก็ใช่ว่าจะสดใส เพราะมีหลายประเด็นที่เข้ามากดดันเพิ่มอีก ซึ่งเราในฐานะนักลงทุนก็คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เราหวังว่าการนำเสนอครั้งนี้คงถูกใจแฟนเพจที่น่ารักเหมือนดังที่ผ่านมานะครับ และต้องการดูข้อมูลหุ้นกลุ่มไหน ก็คอมเมนท์มาได้เลย...

 

Share: