มรสุม 3 ลูกใหญ่ถล่มเศรษฐกิจไทยเปื่อย ตัดวงจรธุรกิจ-ครัวเรือนเสียหายยาวทั้งปี

ช่วงเวลานี้ ถือเป็นภาวะหนักหนาสำหรับอาการเศรษฐกิจไทยเสียสูญ เพราะเครื่องยนต์ดับเกือบทุกตัว จากปัจจัยลบทั้งใหม่และเก่าที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 เดือนนี้ 


สำนักวิจัยเศรษฐกิจต่างๆ ได้ออกมาประเมินปัจจัยต่างๆที่ลากเศรษฐกิจไทย จนต้องทำการปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยทุกวัน โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่สภาพัฒน์รายงานเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2562 โตเพียง 1.6%  ต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส หรือราว 5 ปี ซึ่งน้ำหนักหลักมาจากผลของสงครามการค้าที่รุนแรงขึ้น และปัญหาค่าเงินบาทแข็งขึ้นถึง 8% กระทบต่อภาคส่งออกหดตัวหนักถึง 5.3% อีกปัญหารัฐบาลยังไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ได้  และปัญหาเหล่านี้ ยังคงติดกึกค้างคาอยู่ในไตรมาสแรก ปี 2563

 

 

มรสุมถล่มเครื่องยนต์เศรษฐกิจดับ

สำหรับมรสุมลูกใหม่เกิดขึ้นแบบไม่มีใครตั้งตัว และติดอันดับแรกที่มีน้ำหนักกระทบหนักมาก คือ การระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ได้ส่งผลกระทบรุนแรงเรียกว่าเป็นจุดตายของเศรษฐกิจไทย เพราะกระทบใน 3 ด้านใหญ่ของการเติบโตทางเศรษบกิจไทย (GDP) ทีเดียว ได้แก่


1. ผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อการท่องเที่ยว  ซึ่งเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ขณะนี้ตกอยู่ในสถานการณ์น่ากังวล ทั้งนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาประเมินผลกระทบจากไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2563 หายไป 5 ล้านคน และสูญเสียรายได้ 2.5 แสนล้านบาท


2. การผลิตโรงงานในจีนที่หยุดชะงักอาจส่งผลกระทบชั่วคราวต่อห่วงโซ่อุปทานและการผลิตในประเทศ  หมายถึงว่า ภาคส่งออกไทย ก็ไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนต่างๆที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่นั้น เพื่อขายส่งให้จีนได้ตามไปด้วย  ซึ่งจีนเป็นลูกค้ารายใหญ่อันดับ 4 ของไทย 


และ 3. หากการระบาดในประเทศทวีความรุนแรงขึ้นและนาน 3- 6 เดือน นักท่องเที่ยวคงไม่สามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้ในปีนี้แน่นอน ก็อาจจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อการบริโภคภายในประเทศได้ ซึ่งก็แปลว่าเครื่องยนต์คนไทยไม่มีรายได้จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ หยุดชะงักหมด เท่ากับว่ากำลังซื้อจับจ่ายใช้สอยหดหายแน่นอนและอาจลากยาวตลอดทั้งปี


มรสุมลูกสอง กระแทกภาคครัวเรือนป่วย ผลกระทบจากภัยแล้งที่มาเร็วและคาดจะเกิดระยะนานกว่าทุกปี แปลว่า ผลผลิตภาคเกษตรลดลง และมีบางส่วนอาจเสียหาย ซึ่งเท่ากับว่าเกษตรกรที่เป็นกลุ่มรายได้ระดับล่าง หารายได้ไม่เพียงพอใช้จ่ายชีวิตรายวันแน่นอน  ซึ่งจะกระทบต่อภาคบริโภค   ขณะที่เมื่อเงินช็อตขาดมือก็คือกู้ยืมนอกระบบหรือกู้ในระบบมาใช้จ่ายแทน


มรสุมลูกที่สาม โถมเครื่องยนต์ส่งออกดับ  จากผลกระทบของสงครามการค้าที่ต่อเนื่องแม้ว่าเมื่อต้นปี สหรัฐและจีน ได้เซ็นสัญญาข้อตกลงเรื่องชะลอการเก็บภาษีระหว่างกันเฟสแรกแล้วก็ตาม แต่สถานการณ์จีนกำลังปิดประเทศเพื่อควบคุมโรคระบาด ทำให้ไม่สามารถ “ส่งออก” ได้แน่นอน จึงเหลือเพียงการส่งออกไปประเทศหลักๆ 3 อันดับแรกของไทย ได้แก่ สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งมียอดมูลค่าส่งออกขยายตัวในระดับต่ำเพราะฉะนั้น ปีนี้มีโอกาสที่ภาคส่งออกจะหดตัวหนักกว่าปีที่แล้วที่ภาคส่งออก ติดลบ4.9%


ทั้งนี้ข้อมูลสภาพัฒน์ ปี 2562 ขยายตัวราว 2.3% , 1.2% และ 0.7% ตามลำดับ ขณะที่ส่งออกไทยไปจีน โต 6.1%  ซึ่งคงเห็นภาพความสูญเสียของภาคส่งออกไทยไปจีน มีขนาดใหญ่เพียงใดทั้งที่ปีที่แล้วจีนได้รับผลกระทบสงครามการค้าหนัก แต่ไทยยังส่งออกเติบโตสูง


มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร จำกัด (มหาชน) บริษัทในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ประเมินปัจจัยข้างต้นแล้ว จึงได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของ GDP ไทยในปี 2563 เหลือ 1.4% ลดลงจาก 2.2% โดยครึ่งปีหลังนี้ เศรษฐกิจน่าจะค่อยๆฟื้นตัวได้ พร้อมกันนี้ ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตสำหรับปี 2564 ขึ้นจาก 3.1% เป็น 3.5% เนื่องจากฐานที่ต่ำของปีนี้


“ปัจจัยลบจากการระบาดของไวรัส ตลอดจนความล่าช้าของงบประมาณและปัญหาภัยแล้งน่าจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงในระยะสั้นต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไตรมาสแรกของปี เนื่องจากปัจจัยลบเหล่านี้ เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ และอาจไม่มีภาคเศรษฐกิจอื่นมาช่วยรองรับผลกระทบ ภาคการผลิตก็ได้รับผลกระทบจากส่งออกที่หดตัว ค่าเงินบาทที่แข็งค่า การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกที่หดตัวในปีก่อน ในขณะที่ภาคเกษตรก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ”

 

 

ทางออกของเศรษฐกิจไทย

หลายๆค่ายต่างมองเหมือนกันว่า เศรษฐกิจไทยถึงเวลาต้องใช้ทั้งนโยบายการเงินคือดอกเบี้ยต่ำและนโยบายการคลังออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้เครื่องยนต์ภาคการบริโภคเดินได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจในช่วงเวลายากลำบากของครึ่งปีแรก


ในสายตา บล.ภัทร ชี้จุดตัดของการลดดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง คือ ในกรณีสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ดีขึ้นและรัฐบาลยังมีปัญหาการเบิกจ่ายงบฯไม่ได้  จะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยอีกครั้งราว 0.25% ลดเหลืออยู่ 0.75% ในกลางปี 


ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้สิ่งสำคัญที่ต้องทำ คือ มาตรการการเงินเพื่อช่วย “เสริมสภาพคล่อง” ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างฉับพลัน  เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ และไม่ให้ลุกลามไปยังการจ้างงานในภาคครัวเรือนและรายได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลและแบงก์ชาติได้สั่งให้แบงก์รัฐและแบงก์พาณิชย์ เข้ามาช่วยเหลืออย่างเต็มที่ทั้งการลดดอกเบี้ย การยืดระยะเวลาชำระหนี้ การให้กู้เพิ่มเติม เป็นต้น


อย่างไรก็ตาม ในการกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจจะต้องอาศัยเม็ดเงินใหม่ๆ เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติม 


“หากต้องการให้ GDP โตได้ 2.0% ในปีนี้ อาจจะต้องมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาในระบบราวแสนล้านบาท ภายใต้เงื่อนไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 สามารถควบคุมได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้” 


และ ภายใต้การใส่เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท จะช่วยพยุงเศรษฐกิจขยายตัวได้ 2% ในปีนี้ ซึ่งใกล้เคียงกับสภาพัฒน์คาดหวังไว้โดยสภาพัฒน์ให้กรอบ 1.5-2.5% แต่ที่เห็นแน่ๆ ในไตรมาสแรกของปี 2563 มีแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะไม่ขยายตัว ในมุมมองของศูนย์วิจัยกสิกรไทย


ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่าหากผลกระทบสูงถึงระดับดังกล่าวจะคิดเป็น 1.5% ของจีดีพี และเมื่อรวมปัจจัยภัยแล้งและงบประมาณที่ล่าช้าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้มีโอกาสโตต่ำกว่า 2% โดยไตรมาสแรกปีนี้อาจขยายตัวไม่ถึง 1% ซึ่งน่าจะเป็นไตรมาสที่จีดีพีโตต่ำสุดของปีนี้ ขณะที่การส่งออกปีนี้อาจติดลบจากเดิมที่คาดพลิกฟื้น 0.5% 


สำหรับภาคการลงทุนของเอกชน ชั่วโมงนี้คงไม่มีใครพูดถึงเพราะระดับดัชนีความเชื่อมั่นทุกตัวไม่ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภค ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ความเชื่อมั่นเอสเอ็มอี ล้วนอยู่ในภาวะถดถอยกันหมด  ใครที่มีสายป่านยาว ต่างก็ปรับแผนรักษาตัวให้อยู่ในโซนปลอดภัยไว้ก่อน และรอประเมินสถานการณ์หลังไตรมาสแรก จึงมาทบทวนแผนธุรกิจที่เหลือในปีนี้กันใหม่ จากที่วางแผนงานต่างๆ เมื่อปลายปีที่แล้ว ล้วนเก็บพับกันไปหมด

 

 

เจาะลึกผลกระทบรายธุรกิจ

ขณะที่ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน  กล่าวว่า ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ได้ประเมินผลกระทบไวรัสโควิด 19 ต่อภาคเศรษฐกิจและภาคธุรกิจของไทย โดยใช้ข้อมูลสถิติจำนวนรายได้และค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางมาประเทศไทย จากฐานข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 กรณี คือ


1. กรณีจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดไวรัส Covid-19 ได้ภายใน 3 เดือน คาดว่านักท่องเที่ยวจีนที่จะเดินทางมายังประเทศไทยจะหายไปประมาณ 1.6 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลดลงไปกว่า 80,000 ล้านบาท และฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)ปีนี้ ลดลง หรือติดลบ 0.4 %


2. กรณีที่สถานการณ์ไวรัสแพร่ระบาดต่อเนื่องยาวจนถึง 6 เดือน คาดว่านักท่องเที่ยวจีน หายเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 3.5 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวของไทยลดลงกว่า 170,000 ล้านบาท และฉุดให้ GDP ไทย  -1.0%


ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ได้ประเมินผลกระทบจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีต่อธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยประเมินจากข้อมูลสถิติการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวจีน (ข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) พบว่านักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมใช้จ่าย 5 อันดับแรก ได้แก่ 


1) การช้อปปิ้ง (ค้าปลีก) 

2) ที่พักแรม 

3) ร้านอาหารและเครื่องดื่ม 

4) การเดินทาง 

5) การบันเทิง/สันทนาการต่างๆ 


ดังนั้น เมื่อนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้จ่ายดังกล่าว โดยเฉพาะในจังหวัดที่คนจีนนิยมท่องเที่ยว อาทิ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ตเชียงใหม่ กระบี่ สุราษฎร์ธานี และเชียงราย


“คาดว่ากลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการที่รายได้นักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงมากที่สุด 4 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจที่พักแรม ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มและธุรกิจขนส่ง” ดร.ชาติชายกล่าว


โดยผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีก อาทิ คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 25,000 – 54,000 ล้านบาท จากการจับจ่ายซื้อสินค้าของนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหลัก เช่น กลุ่มค้าปลีกพวกมินิมาร์ท/ไฮเปอร์มาร์เก็ต/ซุปเปอร์มาร์เก็ต  ธุรกิจขายเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม กลุ่มร้านขายอาหารและเครื่องดื่มผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อในท้องถิ่นของที่ระลึก ซึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวจีนมีผู้ประกอบการ อยู่ในกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 7,538 ราย


ธุรกิจที่พักแรม โรงแรม คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 21,000 – 45,000 ล้านบาท  โดยเฉพาะกลุ่มที่พักระดับราคาไม่สูงมากจนถึงระดับปานกลาง และมีตลาดหลักเป็นนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวจีนมีผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อยู่ราว 5,622 ราย


ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 16,000 – 34,000 ล้านบาท โดยเฉพาะร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ขึ้นชื่อของแต่ละจังหวัด ซึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวจีน มีผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อยู่ประมาณ 7,708 ราย


นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบยังรวมถึงร้าน Street Food อีกกว่า 105,000 ราย  (ส่วนใหญ่ไม่เป็นนิติบุคคล) กระจายตามจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ (ที่มา: Euromonitor International 2018)


ธุรกิจขนส่ง คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 7,500 – 16,000 ล้านบาท โดยเฉพาะบริการรถหรือเรือนำเที่ยว รวมถึงบริการการขนส่งสาธารณะอื่น ๆ ในพื้นที่ ซึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวจีนมีผู้ประกอบการที่เป็น SMEs กลุ่มนี้อยู่ประมาณ 6,742 ราย


ท่ามกลางคลื่นมรสุมที่ถาโถมใส่เศรษฐกิจไทยในปีนี้ เฉพาะ ”ไวรัสโควิด19 “ ก็ตัดวงจรภาคธุรกิจต่างๆและภาคครัวเรือนกระทบกระเทือนและต้องใช้ระยะเวลานานเป็นปีกว่าจะพลิกฟื้น

Share: