เปิดกลยุทธ์ DRT ดันธุรกิจโตแกร่งปันผลดี พร้อมลงทุน 600 ล้านใช้โรบอทลดต้นทุน

Hightlight

  • ตั้งลงทุนปีนี้ 600 ล้านบาท ขยายไลน์สินค้าไฟเบอร์ซีเมนต์ ติดตั้งระบบโรบอทช่วยลดต้นทุนแรงงาน โดยมีแผนงานติดตั้งโรบอท 50 ตัวภายใน 5 ปี
  • กลยุทธ์การบริหาร Product Mix ทั้งผลิตภัณฑ์หลังคาและผลิตภัณฑ์ผนัง
  • ยังรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ในระดับ 25 – 27% และยืนยันจ่ายปันผลต่อเนื่อง

 

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราเพชร เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2563 ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ว่า บริษัทคาดว่าจะมียอดขายอยู่ในระดับใกล้เคียงปี 2562 โดยจะมีการรายงานผลประกอบการของปี 2562 ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งช่วง 9 เดือนแรก 2562 บริษัทมียอดขายเติบโตดีถึง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ปีนี้บริษัทยังคงวางเป้าหมายรักษาอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยอยู่ในระดับ 25 – 27% โดยเน้นขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีผ่านกลยุทธ์การบริหาร Product Mix การบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงรักษาอัตราการเดินเครื่องจักรเฉลี่ยอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 80 – 90% เท่ากับปีที่ผ่านมาเพื่อให้มีต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหน่วยอยู่ในระดับต่ำ

 

โดยปัจจัยที่จะมีผลกระทบกับการดำเนินงานของบริษัทคือ ภาพรวมตลาดตลาดวัสดุก่อสร้างและภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่ต้องติดตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) และผลกระทบจากภัยแล้ง จะส่งผลกระทบต่อรายได้และกำลังซื้อของประชาชน อย่างไรก็ดี บริษัทมีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผลมากกว่า 50%  ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทสามารถจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องทุกปีไม่ว่าภาวะเศรษฐกิจจะเป็นขาขึ้นหรือขาลงจากการที่บริษัทสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้ดี อัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.5%

 

สาธิต สุดบรรทัด

 

“แม้ว่ายอดขายจะทรงตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่เรามีความสามารถที่จะจ่ายปันผลได้ขึ้นอยู่กับผลประกอบการ เราเป็นหุ้นปันผล โดยตลอด 15 ปีที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เรามีอัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยราว 70% ของกำไรสุทธิจากนโยบายที่ระบุไว้ หรือเฉลี่ยปันผลรวมปีละ 0.40 บาทต่อหุ้น โดยการรักษารักษากำไรขั้นต้นได้ที่ระดับ 25 – 27% น่าจะเป็นไปได้ เพราะภาระดอกเบี้ยจ่ายน้อยจากหนี้อยู่ในระดับต่ำ และปีที่ผ่านมาได้มีการตั้งสำรองการเกษียณอายุของพนักงาน ตั้งสำรองตามระบบบัญชีใหม่ไปแล้ว ทั้งยังสามารถบริหารต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้นจากการนำโรบอทเข้ามาใช้ อีกทั้งจุดสำคัญคือการขาดทุนธุรกิจอิฐมวลเบาจากการตัดราคากันในตลาดที่ปัจจุบันกลับมาเป็นบวกแล้ว นอกจากนี้อาจจะมีการบันทึกกำไรพิเศษเข้ามาจากการขายที่ดิน ใน จ.สระบุรีและลำปาง ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจา” นายสาธิตกล่าว

 

ชูนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิต

           

นายสาธิตกล่าวว่า บริษัทมีการลงทุนด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง โดยจะลงทุนในปีนี้รวมประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อลงทุนติดตั้งระบบโรบอทในโรงงานเพิ่มอีกประมาณ 10 ตัว ในไลน์การผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์และงานพ่นสีวัสดุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนลงทุนต่อเนื่องในการติดตั้งโรบอท 50 ตัวภายในระยะเวลา 5 ปี (ปี 2562 – 2566) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสู่ Process Innovation และรับมือปัญหาแรงงานขาดแคลน รวมถึงบริหารต้นทุนการผลิตในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการลงทุนติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในสายการผลิตไฟเบอร์ซีเมนต์ NT-11 เพื่อขยายกำลังการผลิตสินค้ากลุ่มไม้สังเคราะห์ 5.5 หมื่นตันต่อปี ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จปลายปีนี้ เริ่มเดินเครื่องจักรผลิตเชิงพาณิชย์ต้นปี 2564 และบำรุงรักษาเครื่องจักรให้อยู่ในสภาพที่ดีและใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

ขยายไลน์สินค้า-ผนึกพันธมิตรธุรกิจ

 

ขณะเดียวกัน นายสาธิตกล่าวว่า จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด อาทิ ผลิตภัณฑ์กลุ่มหลังคา การนำเทคโนโลยี Digital Printing มาใช้ในกระบวนการพิมพ์ลวดลายที่มีความคมชัดสูงลงบนพื้นผิววัสดุ เป็นต้น เพื่อขยายตลาดใหม่ และเสริมความครบวงจรของผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด ‘สวยครบเซต ตราเพชรทั้งหลัง’ ซึ่งจะทำให้สินค้า ‘ตราเพชร’ ตอบโจทย์การออกแบบและความต้องการใช้สินค้าเพื่อการตกแต่งที่อยู่อาศัยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทำให้ยอดขายต่อหน่วยของบริษัทเพิ่มขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กระเบื้องหลังคา ผนัง ไม้พื้น อิฐมวลเบา โดยการนำผลิตภัณฑ์เป็นแพคเก็จมากขึ้น เช่น กระเบื้องหลังคาและโครงเหล็ก อิฐมวลเบานอกจากการใช้ก่อฝนังได้นำเสนอในรูปแบบเคาเตอร์ในห้องครัว ซึ่งสามารถประกอบได้ง่ายและติดตั้งได้เร็ว เป็นต้น

 

ทั้งนี้บริษัทยังเริ่มทดลองทำตลาดใหม่ ๆ แต่ยังไปในจุดที่บริษัทมีความจุดแข็ง คือผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับหลังคา เช่น กระเบื้องเซรามิกซ์สำหรับการใช้ในหลังคาโบสถ์ หลังคาวัด โดยตลาดให้การตอบรับดี และมีพันธมิตรธุรกิจจากสหรัฐ ที่ทำเกี่ยวกับแผงโซลาร์เซลล์ อยากจะร่วมมือกับบริษัทในการทำตลาดโซลาร์รูฟ อยู่ระหว่างการเจรจา ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นโอกาสและเป็นตลาดที่จะเกิดขึ้นและได้รับความนิยมในอนาคตหากราคาถูกลงมา นอกจากนี้ยังมีบริษัทจำหน่ายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศที่อยากร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทเพราะบริษัทมีช่องทางการจำหน่ายหลากหลายในการกระจายสินค้า

 

ช่องทางจัดจำหน่ายหลากหลาย ขายในประเทศ-ส่งออก

 

สัดส่วนยอดขายปัจจุบันของจาก 4 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย ช่องทางร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยประมาณ 50% ห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ 17 - 18% ลูกค้าโครงการ 15 – 16% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการแนวราบของผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาด เช่น แลนด์แอนด์เฮ้าส์ พฤกษา ศุภาลัย แสนสิริ โกลเด้นท์แลนด์ เป็นต้น ทำให้บริษัทขยายตัวต่อเนื่องและไม่ได้รับผลกระทบจากตลาดแนวสูงที่ชะลอตัว และส่งออก 15 – 17% โดยประเทศหลักที่บริษัทส่งออกคือ กลุ่มประเทศกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ( CLMV) สัดส่วนการส่งออกราว 70% ของการส่งออกทั้งหมด คาดว่าปีนี้จะยังเติบโตได้ดี เพราะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง ส่วนอีก 30% มาจากการส่งออกไปประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เป็นต้น โดยยังไม่มีแผนที่จะขยายการลงทุนในต่างประเทศ เนื่องจากมองว่าการขยายระบบรางจะช่วยอำนวยความสะดวกการขนส่งสินค้าของบริษัทได้ในอนาคตและต้นทุนการขนส่งของบริษัทไปยังประเทศต่าง ๆ จะลดลงได้ในอนาคต

 


Share: